จังหวัดพระนครศรีอยุธยา Ayutthaya มีที่ไหนเที่ยว เดินทางยังไง

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา Ayutthaya มีที่ไหนเที่ยว เดินทางยังไง




จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือเรียกสั้นๆ ว่า “อยุธยา” ตั้งอยู่ในภาคกลาง เป็นเมืองหลวงเก่าของไทย สร้างขึ้นเมื่อ พ..ศ. 1893 โดยสมเด็จพระเจ้าอู่ทองหรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่1ในเวลา 417ปีที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีมิกษัตริย์ปกครอง34 พระองค์จาก 5 ราชวงค์ คือ ราชวงค์อู่ทอง ราชวงค์สุพรรณภูมิ ราชวงค์สุโขทัย ราชวงค์ปราสาททอง และราชวงค์บ้านพลูหลวง นับเป็นราชธานี ของไทยที่มือายุยืนยาวที่สุดในประวัติคาสตfชาติไทยที่อยู่ใน ดินแดนแหลมทองแห่งนี้


ลักษณะภูมิประเทศ
พระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่เป็นที่ลุ่ม มิแม่นํ้าสายใหญ่คือ แม่นํ้าปาสัก แม่นํ้าลพบุรีและแม่นํ้าเจ้าพระยา ไหลมาบรรจบกัน ในลักษณะล้อมรอบผืนแผ่นดินส่วนใหญ่ของตัวเมืองไว้ ตัวจังหวัด จึงเป็นเกาะที่มิบ้าน

เรีอนปลูกเรียงรายหนาแน่นตามสองข้างฝังแม่นํ้า
อาณาเขตและการปกครอง
จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 76 กิโลเมตร มีเนื้อที่ 2,556.6 ตารางกิโลเมตร มิอาณาเขตติดต่อกับ จังหวัดต่างๆ ดังนี้
ทิศเหนือ จดจังหวัดลพบุรี อ่างทอง และ สระบุรี
ทิศใต้ จดจังหวัดปทุมธานี และ นนทบุรี
ทิศตะวันออก จดจังหวัดสระบุรี
ทิศตะวันตก จดจังหวัดสุพรรณบุรี
แบ่งการปกครองออกเป็น 16 อำเภอ ได้แก่ อำเภอ พระนครศรีอยุธยา อำเภอนครหลวง อำเภอภาชี อำเภอบ้านแพรก อำเภอบางซ้าย อำเภอบางไทร อำเภอลาดบัวหลวง อำเภอบางบาล อำเภอมหาราช อำเภอบางปะหัน อำเภอเสนา อำเภออุทัย อำเภอบางปะอิน อำเภอผักไห่ อำเภอท่าเรือ และอำเภอวังน้อย
1. ทางรถยนต์ จากกรุงเทพฯ สามารถเดินทางไปจังหวัด อยุธยาได้หลายเล้นทางดังนี้
ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ผ่านประตูนํ้า พระอินทf แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 32 ไปยังจังหวัด พระนครศรีอยุธยา
ใช้ทางหลวงหมายเลข 304 (ถนนแจ้งวัฒนะ) หรือทางหลวง หมายเลข 302 (ถนน'งาม1วงค์วาน) เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 306 (ถนนติวานนท์) ข้ามสะพานนนทบุรี หรีอสะพานนวลฉวี ไปยังจังหวัดปทุมธานีต่อด้วยเล้นทาง ปทุมธานี-สามโคก-เสนา (ทางหลวงหมายเลข3111)แล้วแยกขวาที่อำ๓อเสนาเข้าส่ทางหลวง หมายเลข 3263 ไปยังตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา
ใช้เสันทางกรุงเทพฯ-นนทบุรี-ปทุมธานี ทางหลวงหมายเลข 306 ถึงทางแยกสะพานปทุมธานี เลี้ยวเข้าส่ทางหลวงหมายเลข 347 ผ่านศูนย์ศิลปาชีพบางไทร อำเภอบางปะอิน เข้าส่จังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา
2. ทางรถโดยสารประจำทาง กรุงเทพฯ-พระนคร ศรีอยุธยา มืรถโดยสารทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศ รถออกจาก สถานีขนส่งสายตะวันออกเฉียงเหนือ ถนนกำแพงเพชร 2 ทุกวันๆ ละหลายเที่ยว รถธรรมดาและรถปรับอากาศ สอบถามรายละเอียด ได้ที่ โทร. 936-2852-66
3. ทางรถไฟ สามารถใช้ขบวนรถโดยสารที่มิปลายทาง
ส่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะผ่านจังหวัด พระนครศรีอยุธยา ในเขตอำ๓อบางปะอิน อำ๓อพระนคร ศรีอยุธยา อำเภอวาชี ทางรถไฟจะแยกไปสายเหนือและภาคตะวันออก เฉียงเหนือที่ สถานีชุมทางบ้านภาชี เล้นทางสายเหนือจะผ่าน อำเภอท่าเรีอด้วย ในแต่ละวันจะมิรถไฟบริการขนส่งสินค้าและ ผู้โดยสารขึ้นล่องวันละหลายเที่ยว นอกจากนี้การรถไฟฯ
ยังจัดขบวนรถจักรไอนํ้า เดินระหว่างกรุงเทพฯ- สถานีอยุธยา กรุงเทพฯ ในโอกาสพิเศษ ปีละ 4 ขบวน คือวันที่ 26 มีนาคม (วันสถาปนาการรถไฟและวันที่ระลึกถึงการเปิดทางรถไฟสายแรก ที่เดินรถระหว่างกรุงเทพฯ-นครราชสืมา ในปี พ.ศ. 2433) วันที่ 12 สิงหาคม (วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ้ พระบรมราชินีนาถ) วันที่ 23 ตุลาคม (วันปิยมหาราช เพื่อรำลึกถึง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า-เจ้าอยู่หัว ผู้ทรงให้กำเนิด กิจการรถไฟ) และวันที่ 5 ธันวาคม (วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) รายละเอียดสอบถามหน่วยบริการ เดินทางสถานีรถไฟกรุงเทพฯ โทร. 223-7010, 223-7020
4.ทางเรือ ปัจจุบันเป็นที่นิยมของชาวต่างประเทศมาก เพราะนอกจากจะได้ชมทัศนียภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ริมสองฝังแม่นํ้าเจ้าพระยาแล้ว ยังเป็นการย้อน'ให้เห็นประ1วัติคาสตร์ สมัยกรงศริอยธยาที่ประเทศไทยมิการค้าขายกับชาวต่างชาติ
โดยเรือสำเภาต่างประเทศที่สัญจรในลำนํ้าเจ้าพระยาในอดีต
บริการเรือนำเที่ยวไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีดังนี้
บริษัทเรือด,วนเจ้าพระยา จำกัด จัดรายการนำเที่ยวล่ พระราชวังบางปะอิน ผ่านวัดไผ่ล้อม และแวะเที่ยวชม ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร ทุกวันอาทิตย์ เริ่มออกเดินทางเวลา 08.00 น. และกลับถึง กรุงเทพฯ เวลา 17.30 น. ของวันเดียวกัน อัตราค่าบริการคนละ 280 บาท (เฉพาะค่าเรือไป-กลับเท่านั้น ส,วนค่าเข้าชมสถานที่และ อื่นๆ นักท่องเที่ยวต้องซื้อบัตรต่างหาก) ติดต่อลำรองที่นั่งล่วงหน้า โทร. 222-5330, 225-3002-3
เรือโอเรียนเต็ลควีน จัดรายการนำเที่ยวพร้อมอาหาร บุฟเฟ่และเครื่องดื่ม นำเที่ยวล่พระราชวังบางปะอินและ พระนครศรีอยุธยาเป็นประจำทุกวัน โดยเรือจะออกจากท่า โรงแรมโอเรียนเต็ล บางรัก เวลาประมาณ 08.00 น. อัตราค่าบริการ คนละ 1,800 บาท รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ โทร. 236-0400-9
เรือรีเวอร์ชันครุ้ยส์ บริการเดินเรือพร้อมอาหารและ เครื่องดื่มล่พระราชวังบางปะอิน และนำเที่ยวในจังหวัดพระนคร ครือยุธยา โดยเรือออกจากท่าเรือศูนย์การค้าริเวอร์ซิตี้ เป็นประจำ ทุกวัน เวลา 08.00 น. อัตราค่าบริการคนละ 900-1,200 บาท รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ โทร. 226-9125, 266-9316
กรุงเทพฯ สระบุรี สพรรณบรี


 

เรือฮอรืชันครุ้ยส์ บริการนำเที่ยวอยุธยา พระราชวัง บางปะอิน เดินทางโดยรถและกลับทางเริอ รถออกจากลานจอดรถ ใกล้โรงแรมแชงกริล่าทุกวัน เวลา 08.30 น. อัตราค่าบริการพร้อม อาหารบนเริอ คนละ 1,490 บาท โทร. 236-7777 ต่อ 1204-5, 2369952
เรือเมฆขลา มีบริการนำเที่ยวล่พระราชวังบางปะอิน และนำเที่ยวพระนครศรีอยุธยา แบบ 2 วัน 1 คืน โดยเรือจะออกจาก โรงแรมแม่นํ้า เวลา 15.00 น. อัตราค่าบริการพร้อมอาหารและ เครื่องดื่ม คนละ 3,500-4,500 บาท รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ โทร. 256-7168-9
นอกจากนี้การท่องเที่ยวทางนํ้าเลียบชายฝังรอบเกาะเมือง ทำได้โดยการเช่าเหมาลำเริอหางยาวได้ที่ท่านํ้าหน้าพระราชวัง จันทรเกษม อัตราค่าบริการจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาและเล้นทาง
บริษัท อยุธยา ริเวอร์ คร้ยลั จำกัด มืบริการ'นำเที่ยวชม เมืองอยุธยาและชมพระราชวังบางปะอินโดยเริอเบญจรงค์ตั้งแต่เวลา
09.00 น. ทุวัน อัตราค่าบริการล่องชมเมืองอยุธยา ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ โทร. (035) 234-153-4, 01-928-8831
ระยะทางจากอำเภอเมืองไปยังอำเภอต่างๆ
อำเภอ'ท่าเริอระยะทาง60กิโลเมตร
อำเภอนครหลวงระยะทาง20กิโลเมตร
อำเภอบางไทรระยะทาง45กิโลเมตร
อำเภอบางบาลระยะทาง10กิโลเมตร
อำเภอบางปะอินระยะทาง17กิโลเมตร
อำเภอบางปะหันระยะทาง13กิโลเมตร
อำเภอผักไห่ระยะทาง29กิโลเมตร
อำเภอภาชีระยะทาง35กิโลเมตร
อำเภอลาดบัวหลวงระยะทาง65กิโลเมตร
อำเภอวังน้อยระยะทาง20กิโลเมตร
อำเภอเสนาระยะทาง20กิโลเมตร
อำเภอบางซ้ายระยะทาง34กิโลเมตร
อำเภออุทัยระยะทาง15กิโลเมตร
อำเภอมหาราชระยะทาง25กิโลเมตร
อำเภอบ้านแพรกระยะทาง53กิโลเมตร
•;ยะทางจากจังหวัดอยุธยาไปยังจังหวัดใกล้เคียง
ระยะทาง76 กิโลเมตร ระยะทาง63 กิโลเมตร ระยะทาง53 กิโลเมตร
สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ตลอดระยะเวลา 417 ปี ที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีแห่ง ราชอาณาจักรไทย มิได้เพียงเป็นช่วงแห่งความเจริญสูงสุดของ ชนชาติไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสรรค์อารยธรรมของหมู่มวล มนุษย์ชาติซึ่งเป็นที่ประจักษ์แก่นานาอารยประเทศอีกด้วย แม้ว่ากรุงศริอยุธยาจะถูกทำลายเลียหายจากการสงครามจาก ประเทศเพื่อนบ้านและจากนํ้ามือการบุกรุกขุดค้นของพวกเรากันเองแล้ว ล่วนที่ปรากฏในปัจจุบันนี้ยังมืร่องรอยหลักฐานซึ่งแสดงให้เห็นอัจฉริยภาพ และความสามารถยิ่งใหญ่ของบรรพบุรุษแห่งราชอาณาจักรผู้อุทิศตน สร้างสรรค์ความเจริญรุ่งเริองทางศิลปวัฒนธรรมและความมั่งคั่งไว้ให้ แก่ผืนแผ่นดินไทยหรือแม้แต่ชาวโลกทั้งมวล ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่า ยูเนสโก้ โดยคณะกรรมการมรดกโลกได้มีมติรับนครประวัติคาสตf พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีอาณาเขตครอบคลุมอุทยานประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ส,วนหนึ่งใจกลางกรุงศรีอยุธยา ที่ได้รับการจัดตั้งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 ไว้ในบัญชีมรดกโลก เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2534 ณ กรุงคาร์เทจ ประเทศตูนีเชีย พร้อมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศริลัชนาลัย และกำแพงเพชร ซึ่งจะมีผลให้ได้รับความคุ้มครองตามอนุสัญญา ที่ประเทศต่างๆ ได้ทำร่วมกัน จึงสมควรที่อนุชนคนรุ่นหลังน่าที่จะ ไดไปศึกษาเยี่ยมชมเมืองหลวงเก่าของเราแห่งนี้
สถานที่ท่องเที่ยวของพระนครศรีอยุธยาส่วนใหญ่เป็น โบราณสถานได้แก่ วัดและพระราชวังต่างๆ พระราชวังในพระนคร ศรีอยุธยามือยู่ 3 แห่ง คือ พระราชวังหลวง วังจันทรเกษมหรีอวังหน้า และวังหลังนอกจากนี้ยังมืวังและตำหนักซึ่งเป็นที่สำหรับเสด็จ ประพาสอยู่นอกพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ พระราชวังบางปะอิน และ ตำหนักนครหลวง ที่อำเภอนครหลวง
สถานที่น่าสนใจ ในเขตอำเภอพระนครศรีอยุธยา
ศูนย์ศึกษาประว้ติศาสตร์อยุธยา จัดตั้งขึ้นตามโครงการที่ นักวิชาการไทยและนักวิชาการญี่ปุนได้ปรับขยายมาจากข้อเสนอเดิม ของสมาคมไทย-ญี่ปุน และจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่เคยเสนอ ปรับปรุงบริเวณที่เคยเป็นหมู่บ้านญี่ปุน และสร้างพิพิธภัณฑ์ หมู่บ้านญี่ปุนมาเป็นการเสนอให้จัดตั้งเป็นศูนย็ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นสถาป้น่วิจัยและพิพิธภัณฑสถานฅี่ยวกับราชอาณาจักรอยุธยา โดยส่วนรวมและได้รับงบประมาณ ช่วยเหลือแบบให้เปล่าจาก รัฐบาลญี่ปุนเป็นเงิน 999 ล้านเยน เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ ในพระบรมราชวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญ พระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา และเพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสที่ มิตรภาพระหว่างประเทศญี่ปุนกับราชอาณาจักรไทยได้สถาวรยืนนาน มาครบ 100 ปี
อาคารหลักตั้งอยู่ที่ถนนโรจนะ ใกล้กับสถาบันราชภัฏ พระนครศริอยุธยา เป็นอาคาร 2 ชั้น ที่มิห้องจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ อยู่ชั้นบน ส,วนอาคารผนวกตั้งอยู่ที่ตำบลเกาะเรียนซึ่งเคยเป็น ที่ตั้งหมู่บ้านญี่ปุน เปิดทำการทุกวัน เว้นวันจันทร์-วันอังคาร ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. (วันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ปิดเวลา
17.00 น.)อัตราค่าเข้าชมสำหรับนักเรียนและนักศึกษา ในเครื่องแบบ
5 บาท ประชาชนทั่วไป 20 บาท และชาวต่างประเทศ 100 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม โทร. (035) 245123-4
นอกจากผังจำลองเมืองกรุงเก่าแล้ว พิพิธภัณฑ์ของ ศูนย์ศึกษาฯนี้มิลักษณะที่พิเศษแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์อื่น ในประเทศคือ การที่พยายามสร้างชีวิต สังคม วัฒนธรรมในอดีต ให้กลับขึ้นมาใหม่ด้วยข้อมูลการวิจัย (Researched based Reconstruction) โดยนำวิชาการเทคโนโลยีของการจัดพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ มาจัดแสดงนิทรรศการซึ่งจะทำให้ผู้ชมสามารถเข้าใจชีวิตในอดีตได้ง่าย การจัดแสดงมิทั้งสิน 5 หัวข้อ คือ อยุธยาในฐานะราชธานี อยุธยาในฐานะเมืองท่า อยุธยาในฐานะของรัฐรวมศูนย์อำนาจ ชีวิตชุมชนชาวบ้านไทยและความลัมพันธ์ของอยุธยากับนานาชาติ ทั้งนี้นิทรรศการทุกอย่างที่นำมาแสดงในศูนย์ศึกษาฯ ได้รับการ ตรวจสอบข้อมูลทางประ®ศาสตร์อย่างละเอียดจากคณะอนุกรรมการด้านวิชาการ ของคณะกรรมการอำนวยการฯมาแล้ว จึงนำที่จะแวะชมเพื่อสร้าง พื้นฐานความรู้ ความเข้าใจ และจึนตภาพซึ่งจะทำให้การเที่ยวชม ในสถานที่จริงมิรสชาติและสนุกยิ่งขึ้น


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา ตั้งอยู่ที่ ตำบลประตูชัย ปลายถนนขุนเมืองใจ ใกล้ศาลากลางจังหวัด พระนครศริอยุธยา เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นด้วยเงินที่ประชาชน เช่าพระพิมพ็ซึ่งขุดได้จากกรุวัดราชบูรณะที่สมเด็จพระบรมราชาที่ 2 (พระเจ้าสามพระยา) ทรงสร้าง จึงให้ชื่อว่า “สามพระยา” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เมื่อ พ.ศ. 2504
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา เป็นพิพิธภัณฑสถาน แห่งแรกในประเทศไทย ที่มิรูปแบบการจัดแสดงแผนใหม่คือนำ โบราณวัตถุมาจัดแสดงไม่มากจนแน่น และได้นำหลักการใช้แสงลื มาใช้ทำให้การนำเสนอดูนำสนใจมาก สิงที่สำคัญน่าชมได้แก่
พระพุทธรูประทับนั่งห้อยพระบาท เป็นพระพุทธรูปสมัย ทวาราวดีที่เคยประดิษฐานในซุ้มพระสถูปโบราณวัดพระเมรุ จังหวัดนครปฐม ซึ่งกรมศิลปากรได้พยายามติดตามชิ้นส,วนต่างๆ ขององค์พระที่กระจัดกระจายไปอยู่ในที่ต่างๆมาประกอบขึ้นเป็น องค์!ด้อย,างสมบูรณ์ นับเป็นพระพุทธรูปที่มิค่ามากองค์หนึ่งเพราะ ในโลกมิเพิยง 6 องค์เท่านั้น
เศียรพระพุทธรูปสัมฤทธิสมัยอู่ทอง มิขนาดใหญ่มาก ได้จากวัดธรรมมิกราช แสดงถึงความเก่าแก,ของวัดและtเมือ การหล่อวัตถุขนาดใหญ่ในสมัยโบราณ
นอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุที่ฃุดพบอีกมากมาย โดยเฉพาะ ที่ได้จากกรุวัดราชบูรณะรวบรวมไว้ในห้องมหรรฆภัณฑ์ มีเครื่องราชูปโภคทองคำทองกรพาหุรัตน์ทับทรวง เครื่องประดับเศียร สำหรับชายและหญิง พระแสงดาบฝักทองคำประดับพลอยลืต่างๆ เป็นต้น แสดงความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยาในอดีตไว้อย่างน่าชม น่าศึกษามาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาเปิดทำการ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. วันพุธ-วันอาทิตย์ ปิดวันจันทรั วันอังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ ค่าธรรมเนียมการเข้าชม ผูใหญ,คนละ 5 บาท ชาวต่างประเทศคนละ 10 บาท รายละเอียด เพิ่มเติมติดต่อ โทร. (035) 241587
คุ้มขุนแผน ตั้งอยู่ที่ถนนปาโทน เป็นตัวอย่างของ หมู่เรือนไทยภาคกลาง ในรูปแบบเรือนคหบดีไทยสมัยโบราณ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2437 และได้รับการปรับปรุงตกแต่งใหม่เมื่อ พ.ศ. 2483 บริเวณที่ตั้งคุ้มขุนแผนเคยเป็นคุกนครบาลสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเชื่อกันว่าขุนแผนเคยต้องโทษอยู่ในคุกแห่งนี้
พระราชวังหลวง ที่ปรากฏในพระนครศรี อยุธยาปัจจุบันนี้ คงเหลือแต่ฐานอาคารให้เห็นเท่านั้น สันนิษฐานว่าพระเจ้าอู่ทอง ทรงสร้างพระราชวังตั้งแต่เมื่อครั้งประทับอยู่ที่เวียงเล็ก เมื่อ พ.ศ.1890 และเมื่อสร้างพระราชวังเสร็จใน พ.ศ. 1893 จึงย้ายมาประทับที่ พระราชวังใหม่ริมหนองโสน ปราสาทในครั้งแรกนี้สร้างด้วยไม้ อยู่ในบริเวณวัดพระศรีสรรเพชญ์ ต่อมาเมื่อ พ.ศ.1991
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงถวายปราสาทเดิมเป็นวัด ในเขตพระราชวังแล้วทรงสร้างปราสาทใหม่เลื่อนไปทางเหนือชิด ริมนํ้า
พระที่นั่งต่างๆในเขตพระราชวังหลวงหรือที่เริยก ในปัจจุบันว่า พระราชวังโบราณ เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ทุกรัชกาล อยู่ริมกำแพงพระนครศริอยุธยา ทางด้านเหนือมีถนน สายรอบกรุงผ่านจากวังจันทรเกษมไปเพียง 2 กิโลเมตร เปิดให้ เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ค่าเข้าชมสำหรับชาวไทย คนละ 10 บาท ชาวต่างประเทศคนละ 30 บาท รายละเอียด เพิ่มเติมติดต่อโทร. (035) 242501,244570 บริเวณพระราชวังหลวงมีพระที่'นงสำคัญดังนี้
พระที่นั่งวิหารสมเด็จ ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุด เป็นปราสาท ยอดปรางค์มีมุกหน้าหลังยาวแต่มุขข้างสัน มีกำแพงแก้วล้อม 2 ด้าน ตามพงศาวดารกล่าวว่าสมเด็จพระเจ้าปราสาททองโปรดให้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2186 เพื่อแทนพระที่นั่งมังคลาภิเษกที่ถูกฟ้าผ่าไฟไหม้ ชาวบ้านเริยก “ปราสาททอง” เนื่องจากเป็นปราสาทปิดทององค์แรก ที่สร้างขึ้นสำหรับประกอบพระราชพิธีต่างๆ
พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท เป็นปราสาทยอดปรางค์ ตั้งอยู่ตรงกลางสร้างแบบเดียวกันกับพระที่นั่งวิหารสมเด็จ มีมุฃเด็จยื่นออกมาเพื่อเสด็จออกรับแขกเมือง มีโรงช้างเผือก กระหนาบอยู่ทั้งสองข้าง
พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ เป็นปราสาทจตุรมุขก่อด้วยศิลาแลง อยู่ติดกำแพงริมนํ้า เดิมชื่อพระที่นั่งสุริยามรินทรั ต่อมา เปลี่ยนเป็นชื่อนี้เพื่อให้คล้องกับชื่อ “พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ก่อสร้างเป็นปราสาทจตุรมุขยกพื้นสูงกว่าพระที่นั่งองค์อื่นๆ ใช้เป็นที่สำหรับประทับทอดพระเนตรขบวนแห่ทางนํ้า
พระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2175 พระราชทานนามว่า “พระที่นั่งสิริยโสธร มหาพิมานบรรยงก์” คล้ายปราสาทที่นครธม ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็น “พระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์” ลักษณะเป็นปราสาทตริมุข ตั้งอยู่บน กำแพงชั้นในหน้าพระราชวัง เป็นที่สำหรับทอดพระเนตรกระบวนแห่ และ'ฝืกช้อมทหาร เหมือนพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ที่พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ
พระที่นั่งตริมุข อยู่ข้างหลังพระที่นั่งสรรเพชญปราสาท ไม่ปรากฏปีที่สร้าง เข้าใจว่าเดิมเป็นพระที่นั่งฝ่ายในและเป็นที่ประทับ ในอุทยาน
พระที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์ (พระที่นั่งท้ายสระ) เป็น ปราสาทจตุรมุข ตั้งอยู่บนเกาะกลางสระนํ้า สมเด็จพระเพทราชา โปรดให้สร้างขึ้นเป็นที่ประทับสำราญพระราชหฤทัย เมื่อ พ.ศ. 2231 และได้เสด็จประทับตลอดรัชกาล มีพระแท่นสำหรับทอดพระเนตร ปลาที่ทรงเลี้ยงไวัในสระนั้นด้วย
พระที่นั่งทรงปีน อยู่ริมสระด้านตะวันตก ใกล้พระที่นั่ง บรรยงค์รัตนาสน์ สร้างเป็นรูปยาวริ น่าจะใช้เป็นที่แกซ้อมเพลงอาวุธ และในสมัยสมเด็จพระเพทราชาทรงใช้เป็นที่เสด็จออกขุนนาง

 

วัดพระศรีสรรเพชญ์ เป็นวัดสำคัญที่สร้างอยู่ใน พระราชวังหลวงเช่นเดียวกับวัดพระศริรัตนศาสดารามที่กรุงเทพฯ หรือวัดมหาธาตุแห่งกรุงสุโขทัย ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ใช้เป็นที่ประทับ ต่อมาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงสร้าง พระราชมณเฑียรขึ้นใหม่แล้วโปรดยกให้เป็นเขตพุทธาวาส เพื่อประกอบพิธีสำคัญต่างๆของบ้านเมือง จึงเป็นวัดในเขตพระราชวัง ที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ต่อมาในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้างพระสถูปเจดีย์องค์ตะวันออกเพื่อบรรจุพระอ้ฐิฃอง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถพระราชบิดา เมื่อ พ.ศ. 2035 องค์กลาง บรรจุพระอ้ฐิฃองสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 พระเชษฐาธิราช ในปี พ.ศ. 2042 ทรงสร้างพระวิหารและในปีถัดมาทรงหล่อพระพุทธรูปยืน สูง 8 วา หุ้มด้วยทองคำหนัก 286 ชั่ง (ประมาณ 171 กิโลกรัม) ถวายพระนามว่า “พระศรืสรรเพชญดาญาณ” ซึ่งภายหลังเมื่อเสืยกรุง พ.ศ. 2310 พม่าได้เผาลอกทองคำไปหมดและองค์พระพังยับเยิน เจดีย์องค์ที่ 3 กัดมาด้านทิศตะวันตกเป็นเจดีย์บรรจุพระอ้ฐิฃอง สมเด็จพระบรมราชาที่ 2 ซึ่งสมเด็จพระบรมราชาที่ 4 พระราชโอรส ได้โปรดให้สร้างขึ้น
วิหารพระมงคลบพิตร ตั้งอยู่ทางด้านใต้ของวัด พระศรีสรรเพชณ์พระมงคลบพิตรเป็นพระพุทธรูปบุลัมฤทธิ้องค์ใหญ่ องค์หนึ่งในประเทศไทย เดิมอยู่ทางทิศตะวันออกนอกพระราชวัง สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดฯ ให้ย้ายมาไว้ทางด้านตะวันตก ที่ซึ่งประดิษฐานอยู่ในปัจจุบันและโปรดฯ ให้ก่อมณฑปสวมไว้ ครั้นถึงแผ่นดินของสมเด็จพระเจ้าเสือ ยอดมณฑปเกิดไฟไหม้ เพราะอสนีบาตทำให้ส,วนบนขององค์พระมงคลบพิตรเสืยหาย จึงโปรดให้ก่อสร้างใหม่ แปลงเป็นพระวิหารแทน เมื่อเสืยกรุงครั้งที่ 2 วิหารพระมงคลบพิตรได้ถูกไฟไหม้ พระวิหารและองค์พระพุทธรูป ได้รับการปฏิสังขรณ์ใหม่ แมือไม่งดงามอ่อนช้อยเหมือนเก่า บริเวณข้างวิหารพระมงคลบพิตรทางด้านทิศตะวันออก เดิมเป็นสนามหลวง ใช้เป็นที่สำหรับสร้างพระเมรุพระบรมศพของ พระมหากษัตริย์และเจ้านายเช่นเดียวกับท้องสนามหลวงของ กรุงเทพฯ
วัดพระราม อยู่นอกเขตพระราชวังไปทางด้านทิศตะวันออก สมเด็จพระราเมศวรทรงสร้างขึ้นตรงที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระเจ้าอู่ทองพระราชบิดา วัดนี้มืบิงขนาดใหญ่อยู่หน้าวัด เดิมเริยกว่า “หนองโสน” ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “ปึงพระราม” ปัจจุบันคือ “สวนสาธารณะปึงพระราม” ซึ่งใช้เป็นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจของ ชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนอีกด้วย วัดมหาธาตุ ตั้งอยู่ตรงหน้าพระราชวังด้านทิศตะวันออก เชิงสะพานปาถ่าน สร้างในสมัยของสมเด็จพระราเมศวรเมื่อ พ.ศ.1927 ลักษณะสถาปัตยกรรมของพระมหาธาตุ (ปรางค์) เป็น แบบแรกของสมัยอยุธยา ซึ่งมือิทธิพลของขอมปนมาก ชั้นล่าง ก่อสร้างด้วยศิลาแลง แต่ที่เสริมใหม่ปัจจุบันเป็นอิฐปูน สมเด็จ พระเจ้าปราสาททอง ได้ปฏิสังขรณ์พระปรางค์ใ,หม่โดยเสริมให้สูง กว่าเดิม แต่ขณะนี้ยอดพังลงมาเหลือเพียงชั้นมุขเท่านั้นเมื่อ พ.ศ.2499 กรมศิลปากรได้ขุดแต่งพระปรางค์แห่งนี้ ได้ของโบราณ หลายชิ้น ที่สำคัญคือผอบศิลา ภายในมืสถูป 7 ชั้น แบ่งออกเป็น ชิน เงิน นาก ไม้ดำ ไม้จันทร์แดง แก้วโกเมนและทองคำ ชั้นในบรรจุ พระบรมสารีริกธาตุและเครื่องประดับอันมืค่า
วัดราชบูรณะ อยู่เชิงสะพานปาถ่าน ตรงข้ามวัดมหาธาตุ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) โปรดให้สร้างขึ้น เมื่อราว พ.ศ.1967 ณ ที่ซึ่งใช้ถวายพระเพลิงเจ้าอ้ายกับเจ้ายี่ ชนช้างกันจนถึงแก,พิราลัย และโปรดให้ก่อเจดีย์ 2 องค์ สวมทับ บริเวณที่ชนช้าง ปัจจุบันเหลือเพียงฐานอยู่กลางวงเวียนหน้าวัด ซากที่เหลืออยู่แสดงว่าวิหารและส,วนต่างๆ ของวัดนี้ใหญ่โตมาก พระปรางค์ที่เหลืออยู่เป็นศิลปะอยุธยาสมัยที่ 1 ซึ่งนิยมตามแบบขอม ที่ให้พระปรางค์เป็นประธานของวัด คราวเสืยกรุง วัดนี้ถูกเผา เสืยหายหมด แม้พระปรางค์ใหญ่จะยังคงเหลืออยู่แต่ได้ถูกคนร้าย ลักขุดของมืค่าในกรุไปสํวนหนึ่ง จนกระทั่งกรมศิลปากรได้ขุดกรุ เอาโบราณวัตถุที่มืค่าไปรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยาซึ่งสร้างโดยเงินบริจาคจากการนำพระพิมพ์ขนาดเล็ก ที่ได้จากกรุนี้เป็นของชำร่วย เมื่อปี พ.ศ. 2500
สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ หริอเริยกกันว่าสวนสมเด็จฯ ตั้งอยู่บนถนนอู่ทองในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ทางด้านทิศตะวันตก เฉียงใต้ของเกาะเมือง เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ประกอบด้วย ต้นไม่ในวรรณคดีโบราณสถาน และศาลาไทย นอกจากนี้ยังมืโครงการ พัฒนาพื้นที่เป็นสวนปาสมุนไพรอีกด้วย
วังจันทรเกษมหรือวังหน้า ตั้งอยู่ริมแม่นํ้าปาสัก มุมทิศ ตะวันออก เฉียง เหนือของเกาะเมืองใกล้ตลาดหัวรอ สร้างในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชยังทรงเป็นมหาอุปราชครองเมือง พิษณุโลก เมื่อ พ.ศ. 2112 เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระยุพราช และพระมหากษัตริย์หลายพระองค์เมื่อคราวเสืยกรุงในปีพ.ศ. 2310 วังนี้ได้ถูกข้าศึกเผาทำลายเสืยหายมากและถูกทิ้งร้างจนถึงรัชกาลที่4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้โปรดฯ ให้ซ่อมพระที่นั่งพิมานรัตยาและ พลับพลาจตุรมุขเป็นที่ประทับเมื่อเสด็จประพาสพระนครศรีอยุธยา ต่อมาในรัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานให้เป็นที่ว่าการมณฑลอยุธยา และรัชกาลที่ 7 โปรดฯ ให้เปลี่ยนเป็นศาลากลางจังหวัดจนกระทั่ง ได้สร้างศาลากลางใหม่แล้ว กรมศิลปากรจึงได้เข้ามาดูแลและ จัดทำเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษมจนกระทั่งปัจจุบัน เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ค่าเข้าชม คนไทยคนละ 10 บาท ชาวต่างประเทศคนละ 30 บาท รายละเอียดติดต่อ โทร. (035) 251586 โบราณสถานโบราณวัตถุที่น่าสนใจในพระราชวังจ้นทรเกษม มีดังนี้
กำแทงและประตูวัง เป็นสิงที่สร้างใหม่ในรัชกาลที่ 4 ของเดิมมีอาณาเขตกว้างขวางกว่าที่เห็นในปัจจุบัน เพราะขุดพบ รากฐานของพระที่นั่งนอกกำแพงวัดด้านในและพบซากอิฐในบริเวณ เรือนจำหลายแห่ง
พลับฬลาจตุรมุข เป็นพลับพลาเครื่องไม้ ตั้งอยู่บนศาลา ใกล้ประตูวังด้านทิศตะวันออก เดิมเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเวลาเสด็จประพาส ปัจจุบันจัดแสดง เครื่องชามลายครามของจีน อาวุธสมัยโบราณ และเครื่องราชูปโภค ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระที่นั่งพิมานรัตยา เป็นตึกหมู่อยู่กลางพระราชวัง เคยเป็นที่ตั้งศาลากลางมณฑลและจังหวัดมาหลายปี ปัจจุบัน แสดงพระพุทธรูป เทวรูป พระพิมพ์สมัยต่างๆ และเครื่องไม้จำหลัก สมัยอยุธยา
พระที่นั่งพิลัยศัลยลักษณ์ (หอส,องกล้อง) เป็นหอสูงสืชั้น อยู่ที่ริมพระราชวังด้านทิศตะวันตก สร้างในรัชสมัยสมเด็จ พระนารายณ์มหาราช แต่หักพังลงมาเมื่อคราวเสืยกรุงครั้งที่ 2 หอที่เห็นอยู่ในปัจจุบันสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ตามรากฐานเดิม ทรงใช้เป็นที่ประทับทอดพระเนตรดาว
วัดเสนาสนาราม อยู่หลังวังจันทรเกษม เป็นวัดโบราณ เดิมชื่อ “วัดเสือ” มีพระพุทธรูปสำคัญ 2 องค์คือ “พระลัมพุทธมุนี” เป็นพระประธานในอุโบสถและ “พระอินทรแปลง” ประดิษฐานอยู่ใน พระวิหารเป็นพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากนครเวียงจันทน์
วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร อยู่ในเขตพระนคร ด้านทิศตะวันออกตอนใต้ ริมป้อมเพชร เดิมชื่อวัดทองเป็นวัดที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสร้างไว้ครั้งกรุงศรี อยุธยา และพระเจ้าแผ่นดินในราชวงค์จักรี ได้ทรงสร้างเพิ่มเติมและ ปฏิสังขรณ์ต่อเนื่องกันมาเกือบทุกรัชกาล ผนังภายในพระอุโบสถ ตอนบนมีภาพเขียนเทพชุมนุม ตอนล่างเขียนเรื่องเวสสันดรชาดก เตมีย์ชาดกและสุวรรณสามชาดก ตอนหน้าสุดเขียนภาพมารวิชัย พระวิหารมีรูปเขียนแสดงพระราชวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งเป็นต้นแบบลอกแพร่หลายออกไปหลายแห่ง
วังหล้ง ตั้งอยู่ริมกำแพงพระนครศรีอยุธยาด้านทิศตะวันตก (ในเขตโรงงานสุราของกรมสรรพสามิต) เดิมเป็นอุทยานสำหรับ เสด็จประพาสเป็นครั้งคราวเรียกว่า สวนหลวง และคงจะปลูก แต่เพียงตำหนักที่พักเท่านั้น ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา ได้โปรดให้สร้างเพิ่มเติมเป็นพระราชวัง เพื่อให้เป็นที่ประทับของ สมเด็จพระเอกาทศรถ ต่อมาวังหลังได้กลายเป็นที่ประทับของ เจ้านายในพระราชวงค์เท่านั้น จึงไม,ปรากฏสิงสำคัญหลงเหลืออยู่ นอกจากเจดีย์พระศรีสุริโยทัย

เจดีย์พระศรีสุริโยทัย อยู่ในเกาะเมืองด้านทิศตะวันตก เป็น!เราณสถานที่สำคัญยิ่งแฒ่หนื่3โนเขต'อุทยานป5ะวํติคาสตรํพ5ะนครศรีอยุธยา เพราะสถานที่นี้มิได้เป็นเพียงอนุสรณ์สถานของวีรสตรีไทยพระองค์แรก เท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงการยืนยันเกียรติแห่งสตรีไทยที่ได้รับการ ยกย่องจากลังคมไทยมาแต่ครั้งบรรพกาลอีกด้วย เรื่องมือยู่ว่า ในขณะที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิขึ้นครองราชย่ใด้เพียง 7 เดือน เมื่อ พ.ศ.2091 พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้และบุเรงนอง ยกทัพเข้ามาล้อม กรุงศรีอยุธยาครั้งแรกโดยผ่านมาทางด้านด่านพระเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี และตั้งค่ายล้อมพระนคร การศึกครั้งนั้น เป็นที่เลื่องลือถึงวีรกรรมของสมเด็จพระสุริโยทัยซึ่งไสช้างพระที่นั่ง เข้าขวางพระเจ้าแปร ด้วยเกรงว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระราชสวามืจะเป็นอันตรายจนถูกพระแสงของ้าวฟันพระอังสา ขาดสะพายแล่ง สินพระชนม์อยู่บนคอช้าง เมื่อสงครามยุติลง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้ทรงปลงพระศพของพระนางและสถาปนา สถานที่ปลงพระศพขึ้นเป็นวัด ขนานนามว่า “วัดสบสวรรค์” (หรือ วัดสวนหลวงสบสวรรค์) ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มืการสอบสวนหาตำแหน่งสถานที่ต่างๆ ที่กล่าวถึงในพระราชพงศาวดารเพื่อเรียบเรียงเป็นหนังลือ ประชุมพงศาวดารขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายจึงเป็นเหตุให้ทราบตำแหน่ง ของวัดสบสวรรค์ ซึ่งยังคงพบเจดีย์แบบย่อไม้สิบสองสูงใหญ่ ปรากฏตามที่ตั้งในปัจจุบันนี้ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้า เจ้าอยู่หัวได้ทรงขนานนามเรียกชื่อเจดีย์ว่า “เจดีย์พระศรีสุริโยทัย” ในปี พ.ศ.2533 รัฐบาลได้มอบให้กรมศิลปากร และ กรป.กลาง ดำเนินการบูรณะซ่อมแซมเสริมรูปทรงพระเจดีย์ที่ชำรุด ให้อยู่ในสภาพเดิมเป็นที่น่ายินดีว่า ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2533 กรมศิลปากรได้พบศิลปวัตถุโบราณ เช่น พระพุทธรูปผลึกแก้ว สืฃาวปางมารวิชัย พระเจดีย์จำลองผอบทองคำบรรจุพระธาตุ เป็นต้น ปัจจุบันเก็บรักษาไว่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา 


สวนศรีสุริโยทัย ตั้งอยู่ใกล้กับเจดีย์พระศรีสุริโยทัย ประกอบด้วยศาลาอเนกประสงค์ พลับพลาสมเด็จพระสุริโยทัย เนินเสมาหินอ่อนโบราณอายุกว่า 400 ปี บรรจุชิ้นส,วนพระพุทธรูป ที่ชำรุดอัญเชิญมาจากวัดพุทไธสวรรค์ (พระตำหนักเวียงเหล็ก ของพระเจ้าอู่ทอง) ฯลฯ องค์การสุราเป็นผู้สร้างสวนนี้เพื่อ อุทิศสํวนกุศลถวายอดีตพระมหากษัตริย์ทุกพระองค่ในที่ดินซึ่ง เคยเป็นเขตพระราชฐานชั้นใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานชื่อ “สวนศรีสุริโยทัย” เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2532 และองค์การฯ ได้ทูลเกล้าฯถวายสวนนี้แด่สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น.
วัดโลกยสุธา อยู่ถัดจากเจดีย์พระศรืสุริโยทัย
เข้าไปทางด้านหลังประมาณกิโลเมตรเศษ บริเวณวัดอยู่ติดกับ วัดวรเชษฐาราม ถ้าจะเดินทางไปชมจะไปทางรถยนต์ผ่านไปตาม ถนนในบริเวณโรงงานสุราหรือจะเข้าไปตามถนนหลังพลับพลาตริมุข ในบริเวณพระราชวังโบราณ ผ่าน1วัดวรโพธิ้และวัดวรเชษฐาราม เข้าไปจนถึงพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ของวัดได้ พระพุทธไสยาสน์ องค์นี้ก่อด้วยอิฐถือปูนยาวประมาณ 29 เมตร มีซากพระวิหารเป็น
6 เหลี่ยมขนาดใหญ่อยู่ชิดองค์พระเหลืออยู่หลายต้นเข้าใจว่า เป็นซากพระอุโบสถ
ป้อมและปราการรอบกรุง กำแพงเมืองที่พระเจ้าอู่ทอง ทรงสร้างครั้งแรกนั้นเป็นเพียงเชิงเทินดิน และมีเสาไม้ระเนียด ปักข้างบนต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงได้ก่ออิฐถือปูน ป้อมตามพระราชพงศาวดีมี อาทิ ป้อมมหาชัย ป้อมชัดกบ ป้อมเพชร ป้อมหอราชคฤห์ และป้อมจำปาพล เป็นต้น ป้อมใหญ่ๆมักตั้งอยู่ ตรงทางแยกระหว่างแม่นํ้า เช่น ป้อมเพชร อยู่ตรงที่บรรจบของ แม่นํ้าเจ้าพระยากับแม่นํ้าปาลัก ป้อมมหาไชยอยู่มุมวังจันทรเกษม ในที่ซึ่งเป็นตลาดหัวรอในปัจจุบัน ซึ่งตัวป้อมถูกรื้อนำอิฐไปสร้าง พระนครใหม่ที่กรุงเทพฯ ในรัชกาลที่ 1
วัดกษัตราธิราชวรวิหาร อยู่นอกเกาะเมืองตรงข้ามกับ เจดีย์พระศรีสุริโยทัย ริมแม่นํ้าเจ้าพระยา เดิมชื่อ “วัดกษัตรา” หรือ “วัดกษัตราราม” เป็นวัดโบราณในสมัยกรุงศรือยุธยามีพระปรางค์ใหญ่ เป็นหลักประธานของวัด
วัดไชยวัฒนาราม ตั้งอยู่ริมแม่นํ้าเจ้าพระยาฝังตะวันตก นอกเกาะเมือง เป็นวัดที่พระเจ้าปราสาททอง กษัตริย์กรุงศรีอยุธยา องค์ที่ 24 (พ.ศ. 2173-2198) โปรดให้สร้างขึ้น ปัจจุบันเป็นวัดร้าง ลิงก่อสร้างที่เหลืออยู่มีพระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุและเจดีย์รายตาม พระระเบียงคดรอบพระปรางค์ ความสำคัญอีกประการหนึ่งคือ วัดนี้เป็นที่ฝังพระศพของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศ กวีเอกสมัยอยุธยา ตอนปลาย กับเจ้าฟ้าลังวาลย์ซึ่งต้องพระราชอาญาโบยจน สินพระชนม่ในรัชสมัย ของพระเจ้าบรมโกศ
วัดไชยวัฒนารามได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็น โบราณสถานของชาติ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2478 และกรมศิลปากร โดยอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาได้ดำเนินการบูรณะตลอดมา จนปัจุบันไม่มีสภาพรกร้างอยู่ในปาอีกแล้ว และยังคงมองเห็น เค้าแห่งความสวยงามยิ่งใหญ่ตระการตา ซึ่งผู้ไปเยือนไม,ควร พลาดชมอย่างยิ่ง อนึ่ง การเดินทางไปชมวัดสำคัญในประวัติศาสตร์ บริเวณนี้ ท่านอาจเช่าเหมาเรือหางยาวจากบริเวณหลังลานจอดรถ ฝังตรงข้ามพระราชวังจันทรเกษมด้านตะวันออกของเกาะเมือง ล่องไปตามลำนํ้าปาลักลงไปทางใต้ผ่านวิทยาลัยการต่อเรือพระนครศรีอยุธยา วัดพนัญเชิงวรวิหาร วัดพุทไธสวรรค์โบสถ์โปรตุเกส วัดไชยวัฒนาราม วัดกษัตราธิราช และเจดีย์พระศรีสุริโยทัยอันสง่างามอีกด้วย ซึ่งจะทำให้การเดินทางมีรสชาติไปอีกแบบหนึ่งโดยเฉพาะเวลาพลบคํ่า จะเห็นภาพบริเวณวัดไชยวัฒนารามสวยงามมาก

วัดพุทไธสวรรค์ ตั้งอยู่ริมแม่นํ้าทางด้านใต้ฝังตรงข้าม ของเกาะเมือง หากเดินทางโดยรถยนต์และใช้เล้นทางสายอยุธยา เสนา ทางทิศตะวันตกของเกาะเมือง ข้ามสะพาน1วัดกษัตราธิราช แล้วเลี้ยวซ้าย จะผ่านวัดไชยวัฒนาราม มีป้ายบอกทางเป็นระยะ ไปจนถึงทางแยกซ้ายเข้าวัดพุทไธสวรรค์ วัดนี้สร้างขึ้นบริเวณที่ สมเด็จพระเจ้าอู่ทองอพยพมาสร้างเมืองใหม่ เดิมบริเวณนี้เริยกว่า “เวียงเล็ก” หรือ “เวียงเหล็ก” ซึ่งเป็นตำหนักที่ประทับของ สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ภายในวัดมืลี่งที่นำสนใจคือ พระปรางค์ประธาน องค์ใหญ่เป็นศิลปะแบบอยุธยาตอนต้น
หมู่บ้านโปรตุเกส ตั้งอยู่ที่ตำบลสำเภาล่ม บริเวณริมฝัง แม่นํ้าเจ้าพระยาทางทิศตะวันตก อยู่ทางใต้ของตัวเมือง ชาวโปรตุเกส เป็นชาวยุโรปชาติแรกที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา โดยเมื่อปี พ.ศ. 2054 อัลฟองโซ เดอ อัลบูเคอร์ก ผู้สำเร็จราชการของ โปรตุเกสประจำเอเชีย ได้ล่งนายดูอาร์เต้ เฟ้อร์นันเดส เป็นฑูตเข้ามา เจริญลัมพันธไมตริกับสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยา มีชาวโปรตุเกสเข้ามาตั้งหลักแหล่งค้าขายและเป็นทหารอาสาในกองทัพ กรุงศรีอยุธยา และสร้างโบสถ์ขึ้นเพื่อเผยแพร่ศาสนาและเป็น ศูนย์กลางของชุมชน ปัจจุบันบริเวณนี้ยังมีร่องรอยสิงก่อสร้าง ปรากฏให้เห็นคือ โบราณสถานซานเปโตร หริอ โบสถ์ในคณะโดมินิกัน มิการขุดค้นพบโบราณวัตถุที่สำคัญ ได้แก่ โครงกระดูกมนุษย์ กล้องยาสูบ เหริยญกษาปณ์ และเครื่องประกอบพิธีทางศาสนา
วัดภูเขาทอง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ห่างจากพระราชวังหลวงไปประมาณ 2 กิโลเมตร (ทางเดียวกันกับ เล้นทางไปจังหวัดอ่างทอง ทางหลวงหมายเลข 309) จะมิป้าย บอกทางแยกซ้ายไปวัดภูเขาทอง วัดภูเขาทองนี้ หนังลือคำให้การ ชาวกรุงเก่ากล่าวว่า สมเด็จพระราเมศวร ทรงสร้างเมื่อ พ.ศ. 1930 เมื่อบุเรงนองยกมาตีกรุงศรีอยุธยาได้เมื่อ พ.ศ. 2112 ได้สร้าง พระเจดีย์ภูเขาทองขึ้นไว้เป็นที่ระลึก ต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ โปรดให้ซ่อมองค์พระเจดีย์ตอนบนเป็นแบบไทยพร้อมๆ กันกับการ บูรณะวัดขณะนี้จึงปรากฏว่าtlมือช่างมอญเดิมเหลือเพียงฐานทักษิณ สูงขึ้นไปเป็นพระเจดีย์ย่อไม้สิบสองtเมือช่างไทย
พระที่นั่งเพนียด ตั้งอยู่ในตำบลสวนพรก ห่างจากตัวเมือง ประมาณ 4 กิโลเมตร ตามเล้นทางหมายเลข 309 (ทางเดียวกับ วัดภูเขาทอง) สร้างขึ้นเป็นที่สำหรับพระราชาธิบดีประทับ
ทอดพระเนตรการจับช้างเถื่อนในเพนียด หรือการจับช้างกลางแปลง เป็นประเพณีที่เคยทำกันมาแต่โบราณ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ ในราชการในเวลาปกติและในเวลาสงคราม พระที่นั่งของเดิม ซึ่งสร้างสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชานั้น ถูกพม่าเผาทำลาย เมื่อเลียกรุงครั้งหลัง พ.ศ. 2310 พระที่นั่งเพนียดและตัวเพนียด ที่เห็นในปัจจุบันนั้นลักษณะเป็นคอกล้อมด้วยซุงทั้งต้น มีปีกกาแยกเป็นรั้วไปสองข้าง รอบเพนียดเป็นกำแพงดินประกอบอิฐ เสมอยอดเสาด้านหลังคอก ตรงข้ามแนวปีกกาเป็นพลับพลาที่ประทับ ซึ่งได้รับการบูรณะเมื่อ พ.ศ. 2500 และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ยังได้สนับสนุนเงินงบประมาณแก่กรมศิลปากรในปี พ.ศ. 2531 เพื่อบูรณะเพนียดให้อยู่ในสภาพเดิมอีกด้วย
วัดหน้าพระเมรุ ตั้งอยู่ริมคลองสระบัวด้านเหนือของคูเมือง (แม่นํ้าลพบุรีเก่า) ตรงข้ามกับพระราชวังหลวง มีชื่อเดิมว่า “วัด พระเมรุราชิการาม” พระองค์อินทร์ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้างเมื่อ พ.ศ.2046 เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกพม่า ทำลายและยังคงสภาพที่ดีมาก เพราะพม่าได็ใปตั้งกองบัญชาการ อยู่ที่วัดนี้ พระอุโบสถเป็นแบบอยุธยาซึ่งมีเสาอยู่ภายใน แต่นำจะมาเพิ่มเสารบชายคาทีหลังในรั!!สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระประธานในอุโบสถซึ่งสร้างปลายสมัยอยุธยาเป็นพระพุทธรูป ทรงเครื่องหล่อสำริดขนาดใหญ่ที่สุดที่ปรากฏและมีความงดงามมาก ด้านหลังพระอุโบสถยังมีอีกองค์หนึ่งแต่เล็กกว่าคือพระศรีอรยเมตไตรย ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีการ ปฏิสังขรณ์โดยรักษาแบบอย่างเดิมไว้ และได้เชิญพระพุทธรูปศิลา นั่งห้อยพระบาทสมัยทวาราวดีจากวัดมหาธาตุมาไว้ในวิหารน้อย ซึ่งอยู่ฝังขวาของพระอุโบสถอีกด้วย พระพุทธรูปศิลาแบบนั่งห้อย พระบาทสมัยทวาราวดีนี้ นับเป็น 1 ใน 6 องค์ ที่มีอยู่ในประเทศไทย จึงนับเป็นสิงที่มีค่ามาก
วัดกุฎีดาว อยู่หน้าสถานีรถไฟฝังตะวันออก เป็นวัดเก่าแก, ‘ฝืมือการสร้างงดงามยิ่ง แต่ปรักหักพังไปมากแล้ว ปัจจุบันเป็นวัดร้าง ไม,ปรากฏแน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง
วัดสมณโกศ อยู่ใกล้วัดกุฎีดาว เป็นวัดที่เจ้า พระยาโกษา (เหล็ก) และเจ้าพระยาโกษา (ปาน) ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช วัดนี้มีพระปรางค์องค์ใหญ่รูปทรง สันฐานแปลกตากว่าแห่งอื่น เข้าใจว่าเลียนแบบเจดีย์เจ็ดยอด ของเชียงใหม่
วัดใหญ่ชัยมงคล (วัดเจ้าพระยาไท หรือ วัดปาแก้ว) ตั้งอยู่ทางฝังตะวันออกของแม่นํ้าปาสัก ถ้ามาจากตัวเมือง ข้ามสะพานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แล้วจะเห็นพระเจดีย์ วัดสามปลื้มอยู่กลางลีแยก เลี้ยวขวาไปไม่ไกลก็จะเห็นป้าย มีทางแยกซ้ายมือหรือหากมาทางถนนสายเอเชีย เลี้ยวเข้า แยกอยุธยาแล้ว พบพระเจดีย์ใหญ่กลางถนนก็เลี้ยวซ้าย วัดนี้ ตามข้อมูลประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าเมื่อ พ.ศ.1900 พระเจ้าอู,ทอง ทรงสร้าง “วัดปาแก้ว” ขึ้นตรงที่พระราชทานเพลิงศพ “เจ้าแก้วเจ้าไท” ในการสร้างวัดปาแก้วครั้งนี้ ได้ทรงสร้างพระเจดีย์ขึ้นคู่กับ พระวิหารด้วย ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงเสริมพระเจดีย่ให้ใหญ่และสูงขึ้นพร้อมๆกับการสร้างเจดีย์ ยุทธหัตถีที่ตำบลหนองสาหร่ายจังหวัดสุพรรณบุรืเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เมื่อคราวทรงชนะศึกยุทธหัตถี พระราชทานนามวัดเลียใหม่ว่า “วัดชัยมงคล” ต่อมาเปลี่ยนเปลี่ยนชื่อเป็นวัดใหญ่ชัยมงคล วัดนี้ร้างไปเมื่อคราวเลียกรุงครั้งสุดท้าย แล้วเพิ่งจะตั้งขึ้นเป็น วัดที่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษาเมื่อไม่นานมานี้


 

วัดพนัญเริรงวรวิหาร ตั้งอยู่ริมแม่นํ้าปาสักทางทิศใต้ ฝังตรงข้ามของเกาะเมือง ห่างจากตัวเมืองราว 5 กิโลเมตร หรือเมื่อออกจากวัดใหญ่ชัยมงคลถึงถนนใหญ่แล้วเลี้ยวซ้าย วัดนี้เป็น1วัดที่มืมาก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏหลักฐาน ว่าใครเป็นผู้สร้างพระพุทธรูปซึ่งเป็นพระประธานในพระวิหาร ชื่อพระเจ้าพน้ญเชิงสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ. 1867นับเป็นพระพุทธรูปปูนปัน ปางมารวิชัยที่มือายุมากที่สุดและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หน้าตักกว้าง 20.17 เมตร และสูงจากชายพระชงฟ้ถึงรัศมี 19 เมตร แเมือปันงดงาม เป็นที่เคารพลักการะของชาวจังหวัด ตามตำนาน กล่าวว่า เมื่อคราวพระนครศรีอยุธยาจะเลียแก่ข้าศึกนั้น พระพุทธรูป องค์นี้มีนํ้าพระเนตรไหลออกมาทั้งสองข้าง


ตึกเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก ก่อสร้างเป็นตึกแบบจีน เป็นที่ประดิษฐานรูปเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก ชาวจีนเรียกว่า “จู๊แซเนี้ย” เป็นที่เคารพนับถือของชาวจีนทั่วไป
หมู่บ้านญี่ป่น ตั้งอยู่ที่ตำบลเกาะเรียนในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีชาวต่างประเทศเข้ามาค้าขายเป็นจำนวนมาก ในสมัยนั้นทางการ ญี่ปุนได้อนุญาตให้ชาวญี่ปุนค้าขายกับชาวต่างชาติได้โดยให้มี หัวหน้าปกครองในกลุ่มตน นับแต่นั้นมาก็มีชาวญี่ปุนเข้ามาอาศัย มากขึ้น หัวหน้าชาวญี่ปุนในขณะนั้นคือ นากามาซา ยามาดา เป็นผู้มีอำนาจและเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จนได้รับแต่งตั้งเป็น ออกญาเสนาภิมุข รับราชการต่อมาจนได้รับ แต่งตั้ง ให้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจนลี้นชีวิต
ปัจจุบันสมาคม,ไทย-ญี่ปุน ได้จารีกประวัติความเป็นมา ของหมู่บ้านญี่ปุนในสมัยกรุงศรีอยุธยามาตั้งไว้ภายในหมู่บ้าน และปรับปรุงบริเวณหมู่บ้านให้เป็นอาคารผนวกของศูนย์ศึกษา ประวัติศาสตร์อยุธยา จัดแสดงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง อยุธยากับต่างประเทศ การเดินทางสามารถเดินทางจากวัดพนัญเชิง วรวิหารไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็จะเห็นอาคารผนวก หมู่บ้านญี่ปุนอยู่ทางด้านขวามือ
ปางช้างอยุธยาและเพนียด มืบริการขี่ช้างชมเมือง ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ราคา 200-500 บาท รายละเอียด เพิ่มเติมติดต่อได้ที่ โทร. (035) 211001
สถานที่น่าสนใจ ในเขตอำเภอนครหลวง
ปราสาทนครหลวง อยู่ริมแม่นํ้าปาสักฝังทิศตะวันออก ตำบลนครหลวง เป็นตำหนักที่ประทับในระหว่างเสด็จไปพระพุทธบาท ที่สระบุรีและเป็นที่ประทับแรมในระหว่างเสด็จลพบุรี สันนิษฐาน ว่าสร้างในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แต่มาสร้างเป็นที่ประทับ ก่ออิฐถือปูนในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ในแผ่นดินนี้ พระองค์โปรดให้ช่างไปก่ายแบบปราสาทศิลาที่เรียกว่า “พระนครหลวง” ในกรุงกัมพูชาเมื่อ พ.ศ. 2147 มาสร้างใกล้วัด เทพจันทร์เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติที่ได้กรุงกัมพูชากลับมาเป็น ประเทศราชอีก แต่สร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ด้วยประการใดไม่ปรากฏ ต่อมาจึงมิผู้สร้างมณฑปและพระบาทลี่รอยขึ้นบนปราสาทนี้ ส,วนตำหนักที่สร้างข้างปราสาทนี้ได้ปรักหักพังหมดแล้ว
สถานที่น่าสนใจ ในเขตอำเภอบางปะอิน
พระราชวังบางปะอิน ตั้งอยู่ในอำเภอบางปะอิน ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะเมืองมาทางทิศใต้ประมาณ 18 กิโลเมตร โดยใช้เล้นทางที่แยกจากเจดีย์วัดสามปลื้มผ่านวัดใหญ่ชัยมงคล วัดพนัญเชิง ไปยังบางปะอิน หากมาจากกรุงเทพฯ ตามถนน พหลโยธิน จะมีทางแยกซ้ายบริเวณกิโลเมตรที่ 35 ไปพระราชวัง บางปะอินเป็นระยะทางอีก 7 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีบริการ รถโดยสารจากสถานีขนส,งสายตะวันออกเฉียงเหนือ และ
รถไฟจากสถานีรถไฟหัวลำโพงมายังอำเภอบางปะอินทุกวัน พระราชวังบางปะอินเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-15.30 น. อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก-นิสิต นักศึกษา (ในเครื่องแบบ) พระภิกษุ สามเณร 20 บาท นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ 50 บาท รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ สำนักพระราชวังบางปะอินโทร. (035) 261044, 261549
ภายในพระราชวังบางปะอินมีสิ่งที่น่าสนใจ ด้งนี้
พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ เป็นปราสาทอยู่กลางสระ สร้างในรัชกาลที่ 5 เดิมสร้างด้วยไม้ทั้งองค์ ต่อมา รัชกาลที่ 6 โปรดฯให้เปลี่ยนเสาและพื้นเป็นคอนกริตเสริมเหล็กทั้งหมด
พระที่นั่งวโรภาษพิมาน เป็นท้องพระโรงอยู่ทางตอนเหนือ ของ “สะพานเสด็จ” ซึ่งเป็นท่านํ้าสำหรับเสด็จพระราชดำเนินขึ้นลง เดิมเป็นเริอนไม้สองชั้น เป็นที่ตั้งประทับและท้องพระโรงร่วมกัน ต่อมารัชกาลที่ 5 โปรดฯให้รอสร้างใหม่เป็นอาคารทรงวิหารกรีก แบบคอ'รินเธิยรออร์เดอร์ ใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับเสด็จออก ขุนนางในงานพระราชพิธี สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2419 เคยเป็น ที่รับรองแขกเมืองหลายครั้ง เช่นปี พ.ศ. 2436 รับรองพระเจ้าชาร์ นิโคลัส แห่งประเทศรัสเชีย ปี พ.ศ. 2436 รับรองมองซิเออร์ปา'วีร ฑูตฝรั่งเศส และปี พ.ศ. 2452 รับรองดุ๊กและดัชเชสโยฮันเบรต แห่งเมืองบรันทวีท แห่งประเทศเยอรมัน ถึงในปัจจุบันก็ยังใช้เป็น ที่รับรองแขกเมืองสำคัญอยู่เสมอ สิงสำคัญในพระที่นั่งเป็นภาพชุด พระราชพงศาวดาร กับภาพเรื่องอิเหนา พระอภัยมณีและรามเกียรติ้

 

พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร อยู่ทางทิศตะวันออกตรงข้ามกับ สระนํ้า เป็นพระที่นั่งเริอนไม้หมู่ทั้งชั้นบนและชั้นล่าง มีเฉลียงตามแบบ ชาเลต'ของสวิส ทาลีเขียวอ่อนแก,สลับกันด้วยงานช่างที่ประณีต สิงประดับตกแต่งภายใน ประกอบด้วยเครื่องไม้มะฮอกกานี จัดสลับลายทองทับที่ลังจากยุโรปทั้งสิน นอกนั้นเป็นสิงของหายาก ในประเทศอันเป็นเครื่องราชบรรณาการจากหัวเมืองต่างๆ ทั่วราชอาณาเขตรอบๆ มีสวนดอกไม้สวยงาม เป็นที่น่าเลียดาย อย่างยิ่งที่พระที่นั่งอุทยานภูมิ เสถียรได้เกิดเพลิงไหม้ขณะที่ มีการซ่อมรักษาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2481 ทำให้พระที่นั่ง ถูกทำลายไปกับกองเพลิงหมดสินทั้งองค์คงเหลือแต่หอนํ้า ปัจจุบัน ได้สร้างขึ้นใหม่ตามแบบเดิมทุกประการแต่เปลี่ยนวัสดุจากไม้เป็น อาคารคอนกรีตแทน
หอเหมมณเฑียรเทวราช เป็นปรางค์ศิลาในเขตพระราชวัง ชั้นนอกริมสระใต้ต้นโพธิ้ เป็นที่ประดิษฐานเทวรูปรัชกาลที่ 5 ทรงสร้างขึ้นแทนศาลเดิมที่ชาวบ้านสร้างไว้ อุทิศถวายพระเจ้า ปราสาททอง กษัตริย์กรุงศริอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2422
สภาคารราชประยูร เป็นตึกสองชั้นริมลำนํ้าตรงหน้าพระที่นั่ง วโรภาษพิมาน ในเขตพระราชวังชั้นนอก สร้างในรัชกาลที่ 5
สำหรับใช้เป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายหน้าและข้าราชบริพาร
หอวิฑูรทัศนา เป็นพระที่นั่งหอสูงยอดมน ตั้งอยู่กลางเกาะน้อย ในสวนเขตพระราชวังชั้นใน ระหว่างพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร กับพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ เป็นพระที่นั่ง 3 ชั้น มิบันไดเวียน เป็นหอส,องกล้องชมภูมิประเทศบ้านเมืองโดยรอบ สร้างในรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2424
เก๋งบุปผาประพาส เป็นตำหนักเก๋งเล็กอยู่กลางสวน‘ริมสระนํ้า ในเขตพระราชวังชั้นใน สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2424 พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของพระราชวัง กัดจากหอวิฑูรทัศนาขึ้นไป พระที่นั่งองค์นี้มืนามเป็นภาษาจีนว่า “เทียน เม่ง เต้ย” (เทียน=เวหา, เม,ง=■จำรูญ, เต้ย=พระที่นั่ง) ประชาชนทั่วไปเรียกว่า “เก๋งจีน” พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (ฟัก) สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นพระที่นั่งสำหรับประทับในฤดูหนาว ลักษณะเป็นพระที่นั่ง ศิลปะแบบจีนที่มืลายแกะสลักได้อย่างงดงามวิจิตรยิ่ง โถงด้านหน้า ปูด้วยกระเบื้องแบบกังไส เขียนภาพด้วยมือทุกชิ้น แม้ว่าภาพ จะเหมือนกันแต่เนื่องจากเป็นงาน‘ฝึมือ จึงมีความแตกต่างกัน ในรายละเอียดที่ทำให้ดูสวยงามไปอีกแบบหนึ่ง ปัจจุบันเปิดให้ บุคคลทั่วไปเข้าชมได้
อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน (อนุสาวรีย์ พระนางเรือล่ม) ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของพระราชวัง ก่อสร้างด้วยหินอ่อนก่อเป็นแท่ง 6 เหลี่ยม สูง 3 เมตร บรรจุ พระสรรังคารของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระมเหลื ในพระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
อนุสาวรีย์พระอัครชายาเธอพระองค์เจ้าเสาวภาคนารีรัตน์ และเจ้าฟ้าสามพระองค์หรืออนุสาวรีย์ราชานุสรณ์ ในปี พ.ศ. 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเศร้าโศกเลืยพระทัย เป็นอย่างยิ่งอีกครั้งหนึ่ง ด้วยทรงสูญเลืยพระอัครชายาเธอฯ พระราชโอรสและพระราชธิดาถึง 3 พระองค์ ในปีเดียวกัน คือ สมเด็จเจ้าฟ้าสิริราชกกุธภัณฑ์ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2430 พระอัครชายาเธอพระองค์เจ้าเสาวภาคนารีรัตน์ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2430 สมเด็จเจ้าฟ้าพาหุรัตมณีชัย เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2430 และสมเด็จเจ้าฟ้าตรีเพ็ชรุตมัธำรง เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2430 ดังนั้นในปี พ.ศ. 2431 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างอนุสาวรีย์ที่ระลึกทำด้วยหินอ่อน แกะสลักพระรูปเหมือนไว้ใกล้กับอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้า สุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี
วัดนิเวศธรรมประว้ติ ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่นํ้าเจ้าพระยา ด้านทิศใต้คนละฝังกับพระราชวัง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างเลียนแบบโบสถ์ฝรั่ง เมื่อ พ.ศ. 2421 อาคารและการตกแต่งทำแบบโกธิค มีกระจกลีประดับอย่างสวยงาม ภายในเป็นแบบฝรั่งแม้แต่ฐานที่ประดิษฐานพระประทาน คือ พระพุทธนฤมลธรรโมภาสและพระสาวกก็ไม่ได้ทำเป็นฐานชุกชี อย่างในโบสถ์ทั่วไป แต่ทำเหมือนที่ตั้งไม้กางเขนในโบสถ์คริสต์ ช่องหน้าต่างที่เจาะไว้ก็เป็นหน้าต่างโค้ง ที่ฝาผนังโบสถ์ด้านหน้า พระประธานจะเห็นภาพประดิษฐ์กระจกลีเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของ รัชกาลที่ 5 ด้านขวามือของพระอุโบสถนั้นมีหอแห่งหนึ่ง คือ หอประดิษฐานพระคันธารราษฎร์ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนปางขอฝน ตรงข้ามกับหอพระคันธารราษฎร์ เป็นหอประดิษฐานพระพุทธศิลา เก่าแก่ปางนาคปรก อันเป็นพระพุทธรูปสมัยลพบุรีฝึมีอช่างขอม อายุเก่าแก่นับพันปี พระนาคปรกนี้อยู่ติดกับต้นพระศรีมหาโพธิ้ใหญ่ ที่แผ่กิ่งไปทั่วบริเวณหน้าพระอุโบสถ กัดไปอีกไม่ไกลนักเป็นหมู,ศิลา ชนิดต่างๆ ที่มี,ในประเทศไทย เป็นที่บรรจุอ้ฐิเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระสนมเอกในรัชกาลที่ 4 เจ้าจอมมารดาของสมเด็จกรมพระยา ดำรงราชานุภาพ และราชสกุลดิศกุล
เมื่อเข้าชมพระราชวังบางปะอินแล้ว สามารถข้ามไปชม วัดนิเวศธรรมประวัติได้โดยกระเช้าสำหรับล่งผู้โดยสารประมาณ ครั้งละ 6-8 คน ค่าโดยสารแล้วแต่บริจาค
วัดชุมพลนิกายาราม อยู่บริเวณหัวเกาะตรงสะพานข้าม ไปยังสถานีรถไฟ สมเด็จพระเจ้าปราสาททองโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2175 และได้รับการปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 4 


จังหวัดอ่างทอง Angthong ที่อะไรอร่อยกิน มีที่ไหนให้เที่ยวบ้าง เดินทางยังไง

จังหวัดอ่างทอง Angthong ที่อะไรอร่อยกิน มีที่ไหนให้เที่ยวบ้าง เดินทางยังไง

อ่างทอง เป็นจังหวัดขนาดเล็ก ตั้งอยู่บริเวณภาคกลาง ตอนล่าง มีเนื้อที่ 968 ตารางกิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศเป็น ที่ราบลุ่ม ไม่มีปาไม้ และภูเขา มีแม่นํ้าสายสำคัญไหลผ่านสองสาย คือ แม่นํ้าน้อย และแม่นํ้าเจ้าพระยา
จังหวัดอ่างทอง เดิมชื่อ เมืองวิเศษชัยชาญ ตั้งอยู่ริมฝัง แม่นํ้าน้อยอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มของแม่นํ้าเจ้าพระยา เป็นเมืองหน้าด่าน ที่สำคัญของกรุงศรีอยุธยาในการ!'รบกับกองทัพพม่า ดังปรากฏใน พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาอยู่หลายตอนโดยเฉพาะครั้งหลังสุด พม่าได้ใช้แขวงเมืองวิเศษชัยชาญเป็นที่ตั้งค่ายตีกรุงศรีอยุธยาและ เกิดการ!'รบครั้งสำคัญที่จาริกไวั!นประวัติศาสตร์ไทยคือศึกบางระจัน ขึ้นที่บ้านบางระจัน จังหวัดสิงห์นุริ
ปลายสมัยกรุงธนบุรีได้ย้ายที่ตั้งเมืองมาอยู่บริเวณฝังซ้าย ของแม่นํ้าเจ้าพระยาที่บ้านบางแก้ว เรียกชื่อเมืองใหม่ว่า “อ่างทอง” เพราะเป็นที่ลุ่มและเป็นอู่ข้าวอู่นํ้าเสมือนขุมทรัพย์
อาณาเขตและการปกครอง
ทิศเหนือจดจังหวัดสิงห์บุรี
ทิศตะวันออกจดจังหวัดลพบุรีและพระนครศรีอยุธยา
ทิศตะวันตกจดจังหวัดสุพรรณบุรี
ทิศใต้จดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
แบ่งการปกครองออกเป็น 7 อำเภอ คือ อำเภอเมืองอ่างทอง
อำเภอวิเศษชัยชาญ อำเภอแสวงหา อำเภอปาโมก อำเภอโพธึ๋ทอง
อำเภอไชโย และอำเภอสามโก้
การเดินทาง
เส้นทางที่ 1 ใซ้เลันทางสายพหลโยธิน จากกรุงเทพฯ แยกเข้าเล้นทางสายเอเชีย ผ่านอำ๓อบางปะอิน-บางปะหัน-อยุธยา อ่างทอง รวมระยะทาง 105 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่ใกล้ที่สุด
เส้นทางที่ 2 ใช้เลันทางตัดใหม่ ข้ามสะพานพระป่นเกล้า - ตลิ่งชัน เข้าเลันทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 340 ผ่านจังหวัด นนทบุรี-ปทุมธานี-อยุธยา-สุพรรณบุรี-อ่างทอง รวมระยะทาง ประมาณ 150 กิโลเมตร
เส้นทางที่ 3 ใช้เลันทางกรุงเทพฯ-ปทุมธานี ผ่านปากเกร็ด เข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3111 ผ่านอำเภอบางไทร อำเภอเสนา-อยุธยา จากนั้นใช้เลันทางหมายเลข 309 เข้าอำเภอ ปาโมก-อ่างทอง รวมระยะทาง 140 กิโลเมตร
การเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง
บริษัท ขนส,ง จำกัด เปิดบริการเดินรถธรรมดาและ รถปรับอากาศระหว่างกรุงเทพฯ-อ่างทอง ทุกวันวันละหลายเที่ยว โดยรถจะออกจากสถานีขนล่งสายเหนือ ถนนกำแพงเพชร 2 ตั้งแต่ 05.30-18.00 น. ทุก 20 นาที สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 9363660, 936-3666
สถานที่น่าสนใจ ในเขตอำเภอเมือง
ศาลหลักเมือง อยู่ตรงข้ามศาลากลางจังหวัด เป็นอาคาร จตุรมุข (4 หน้า) ตัวศาลสูงจากพื้นประมาณ 1.5 เมตรภายในศาล เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังภาพพุ่มข้าวบิณฑ์ก้านแย่งสวยงามมาก ศาลหลักเมืองจังหวัดอ่างทองเป็นศาลหลักเมืองแห่งที่ 2 ที่มืการ เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังทั้ง 4 ด้าน (ศาลหลักเมืองแห่งแรกที่มืภาพ จิตรกรรมฝาผนัง คือ ศาลหลักเมือง กรุงเทพฯ) ศาลหลักเมืองอ่างทอง เป็นสถานที่คักดิ้สิทธิ้สวยงามสมกับเป็นหลักชัย และหลักใจ ของประชาชนชาวอ่างทองอย่างยิ่ง ผู้ที่มืโอกาสไปเยือนจังหวัดนี้ ไม่ควรละเว้นที่จะไปเคารพลักการะศาล หลักเมืองและหาของดี เมืองอ่างทองบริเวณศาลเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
วัดอ่างทองวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตริ ตั้งอยู่ ตรงข้ามศาลากลางจังหวัด เดิมเป็นวัดเล็กๆ 2 วัด ชื่อ วัดโพธิ้เงิน และวัดโพธิ้ทอง สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ครั้นในสมัยรัธกาลที่5โปรดฯ ให้รวมเป็นวัดเดียวกัน เมื่อ พ.ศ. 2443 แล้วพระราชทานนามว่า “วัดอ่างทอง” วัดนี้มืพระอุโบสถที่งดงามยิ่งนัก พระเจดีย์ทรงระฆัง ประดับด้วยกระจกสิอย่างสวยงาม และหมู่กุฏิทรงไทยสร้างด้วย ไม้ลักงดงามเป็นระเบียบ ล้วนเป็นศิลปะสถาปัตยกรรมตามแบบ สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
วัดต้นสน อยู่รมฝังฟากตะวันตกของแม่นํ้าเจ้าพระยา ตรงข้ามกับวิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง เป็นวัดเก่าแก่โบราณที่ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิ เรียกว่า “สมเด็จพระศรีเมืองทอง” ขนาดหน้าตักกว้าง 6 วา 3 ศอก 9 นิ้ว สูง 9 วา 2 ศอก 19 นิ้ว มีพุทธลักษณะที่สวยงามมากอีกองค์หนึ่ง นับว่าเป็นพระพุทธรูปหล่อ ด้วยโลหะที่ใหญ่ที่สุดองค์แรก

วัดราชปักษี อยู่ริมฝังแม่นํ้าเจ้าพระยาด้าน ทิศตะวันออก ไปทางทิศใต้ของอำเภอเมืองประมาณ 3-4 กิโลเมตร
ตามถนนสายอ่างทอง-อยุธยา มีพระพุทธไสยาสน์องค็ใหญ่เห็นได้ชัด มีพุทธลักษณะคล้ายพระพุทธไสยาสน์วัดปาโมกแต่มีขนาดย่อมกว่า เล็กน้อย สันนิษฐานว่าเป็นของเก่าสมัยอยุธยา เดิมองค์พระชำรุด ทรุดโทรมอย่างหนักปัจจุบันได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ น่าไปเที่ยวชม และนมัสการยิ่งวัดหนึ่ง
วัดสุวรรณเสวริยาราม อยู่ริมแม่นํ้าเจ้าพระยา
ทิศตะวันออกในท้องที่ตำบลตลาดกรวด จากศาลากลางจังหวัด ไปตามถนนคลองชลประทาน 3 กิโลเมตร มีพระพุทธไสยาสน์ ขนาดองค์พระยาวประมาณ 10 วา ประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหาร และโบราณวัตถุสถานต่างๆ ที่มีอายุราว 100 ปี
บ้านทรงไทยจำลอง ส่วนประกอบบ้านทรงไทย เครื่องเรือนไม้ตาล เป็น‘ฝึมีอเชิงช่างที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ นอกจากจะมีการจัดสร้างที่สวยงามแล้ว ก็ยังคงความเป็นไทย ไว้อย่างน่าสนใจ ตามเล้นทางสาย อยุธยา-ปาโมก และตำบลโพสะ เป็นแหล่งทำล่วนประกอบของบ้านทรงไทยทุกชนิด มีการประดิษฐ์ บ้านทรงไทยจำลองที่ย่อล่วนจากของจริง และยังมีสินค้าประเภท เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่ทำจากไม้ตาลอีกด้วย
สถานที่น่าสนใจ ในเขตอำเภอป้าโมก
วัดป่าโ มกวรวิหาร อยู่ในเขตเทศบาลตำบลปาโมก ริมแม่นํ้าเจ้าพระยาฝังตะวันตกห่างจากอำเภอเมืองอ่างทองไป 18 กิโลเมตร ตามเลันทางหลวงหมายเลข309 สายอ่างทอง-อยุธยา เดิมมืวัด 2 วัด อยู่ติดกันคือ วัดตลาดกับวัดชิปะขาว เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธไสยาสน์ที่งดงามมากองค์หนึ่งของประเทศไทย มืความยาว จากพระเมาลีถึงปลายพระบาท 22.58 เมตร ก่ออิฐถือปูนปิดทอง องค์พระนิ้ลันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสุโขทัย มีประวัติความเป็นมา น่าอัศจรรย์เล่าขานว่า ได้ลอยนํ้ามาจมอยู่หน้าวัด ราษฎรบวงสรวง แล้วชักลากขึ้นมาไว้ที่ริมฝังแม่นํ้า ในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชก่อนจะยกทัพไปรบกับพระมหาอุปราช ได้เสด็จมาชุมนุมพล และถวายสักการะบูชาพระพุทธรูปองค์นี้ ในปี พ.ศ. 2269 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระได้เสด็จมาควบคุมการ ชะลอองค์พระให้พ้นจากกระแสนํ้าเซาะตลิ่งพัง ไปไว้ยังวิหารใหม่ ที่วัดตลาดห่างจากฝังแม่นํ้า 168 เมตร แล้วโปรดให้รวมทั้งสอง เป็นวัดเดียวกันพระราชทานนามว่าวัดปาโมกเพราะบริเวณนั้น มีต้นโมกมากมาย สิงที่น่าสนใจในวัดนี้มีมากมาย อาทิเช่น พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ วิหารเขียน มณฑปพระพุทธบาท 4 รอย เป็นต้น
วัดท่าสุทธาวาส อยู่ริมฝังแม่นํ้าเจ้าพระยาด้านทิศ ตะวันออกเขตตำบลบางเสด็จ หากใช้เล้นทางสาย อยุธยา-อ่างทอง (ทางหลวงหมายเลข309) ทางเข้าวัดจะอยู่ทางซ้ายมือห่างจาก ตัวจังหวัดอ่างทองประมาณ 17 กิโลเมตร หรือห่างจากจังหวัด พระนครศรีอยุธยาประมาณ 14 กิโลเมตร วัดนี้เป็นวัดเก่าแก, แต่โบราณสมัยอยุธยาตอนต้นในการศึกสงครามครั้งกรุงศรีอยุธยา บริเวณนี้จะเป็นเล้นทางเดินทัพข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาปัจจุบัน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชถุมาริ ทรงรับไว้ใน พระราชอุปถัมภ์ มีการจัดสร้างพลับพลาที่ประทับกลางสระนํ้า พระเจดีย์เพื่อแสดงพระพุทธรูปโบราณและโบราณวัตถุต่างๆ รวมทั้งพระบรมราชานุสาวริย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ ภายในพระอุโบสถ สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จิตรกรล่วนพระองค์ และนักเขียนโครงการศิลป'าชิพ เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังด้วย บริเวณวัดแห่งนี้มีความร่มรนด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ และทิวทัศน์ สวยงามริมฝังแม่นํ้าเจ้าพระยา ชวนให้เป็นที่น่าพักผ่อน
วัดสระแก้ว อยู่ถัดจากวัดท่าสุทธาวาส ประมาณ 200 เมตรตามถนนเลียบคันคลองชลประทาน หากเดินทางมาจาก อยุธยาตามเล้นทาง อยุธยา-อ่างทอง (ทางหลวงหมายเลข 309) ทางเข้าวัดจะอยู่ซ้ายมือห่างจากอยุธยาประมาณ 15 กิโลเมตร วัดนี้สร้างเมื่อปี พ.ศ.2242 เดิมชื่อวัดสระแก เป็นสถานเลี้ยงเด็ก กำพร้า ที่มืเด็กอยู่ในความดูแลมากและได้จัดตั้งคณะลิเก เด็กกำพร้าวัดสระแก้ว เพื่อหารายได้ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการ เลี้ยงดูเด็กกำพร้าด้วย นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของ “สามัคคีสมาคาร” ซึ่งเป็นศูนย่โครงการทอผ้าตามพระราชประสงค์ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2524 อยู่ในความรับผิดชอบของ กองอุตสาหกรรมในครอบครัว
กระทรวงอุตสาหกรรม ที่บ้านบางเสด็จนี้จะมืกี่ทอผ้าอยู่แทบทุก หลังคาเรือน ชาวบางเสด็จจะขยันขันแข็งมุ่งผลิตสินค้าผ้าทอต่างๆ เช่น ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า ผ้าปูโต๊ะ ปลอกหมอน ฯลฯ ให้มีคุณภาพดี และมีความสวยงาม จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วไป สินค้าเหล่านี้ จะรวบรวมไปจัดจำหน่ายแก่ผู้สนใจที่ศูนย์สามัคคีสมาคาร รายละเอียดติดต่อโทร. (035) 611169
ตุ๊กตาชาววังบางเสด็จ ตำบลบางเสด็จตั้งอยู่ใน เล้นทางหลวงหมายเลข 309 จากอยุธยามุ่งหน้าล่อ่างทองประมาณ 16 กิโลเมตร จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าล่บ้านบางเสด็จ อยู่ติดกับ วัดท่าสุทธาวาส ตำบลนี้เดิมชื่อตำบลบ้านวัดตาล เมื่อพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จ


พระราชดำเนินพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราษฎรผู้ประสบ อุทกภัยในปี พ.ศ.2518 สร้างความปลื้มปีติให้แก,ราษฎรเป็นอันมาก เพื่อเป็นการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ จึงพร้อมใจกันเปลี่ยนชื่อ บ้านวัดตาลเป็น บ้านบางเสด็จ ภายในหมู่บ้านบางเสด็จนี้ นอกจากจะได้ชมทัศนียภาพอันร่มรนและสวยงาม ริมฝังแม่นํ้า เจ้าพระยาแล้วยังสามารถเดินชมการปันตุ๊กตาในบริเวณบ้านเริอน ราษฎรละแวกนั้นได้อย่างเป็นกันเอง
โครงการตุ๊กตาชาววังที่บ้านบางเสด็จเป็นโครงการที่ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริ
ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2519 เพื่อให้เป็นอาชีพเสริมเพิ่มพูนรายได้ ให้แก,ราษฎร มีการรวมกลุ่มในรูปสหกรณ์โดยมีศูนย์กลางอยู่ที, ด้านหน้าวัดท่าสุทธาวาส ซึ่งจะจัดให้สมาชิกมาสาธิตการปัน พร้อมกับจัดจำหน่ายในราคาที่ย่อมเยา ตุ๊กตาชาววังเป็น
ประดิษฐกรรมดินเหนียวที่สวยงามจัดแสดงชีวิตความเป็นอยู่ของ คนไทยทุกเพศทุกวัย วัฒนธรรมประเพณีไทย เช่น การละเล่น ของเด็กไทย วงมโหรีปีพาทย์ ตลอดจนผลไม้ไทยหลายหลากชนิด ล้วนมีความสวยงามน่ารักและเหมาะที่จะซื้อเป็นของฝากหริอ ของที่ระลึกเป็นอย่างยิ่ง
หมู่บ้านทำกลอง ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านแพ ตำบลเอกราช หลังตลาดปาโมก ริมฝังซ้ายของแม่นํ้าเจ้าพระยา การเดินทางใช้ ถนนสายใน ผ่านหน้าที่ทำการเทศบาลอำเภอปาโมกซึ่งขนานไปกับ ลำคลองชลประทาน ระยะทางประมาณ 17 กิโลเมตร ชาวบ้านแพ เริ่มผลิตกลองมาตั้งแต่ พ.ศ.2470 โดยจะเริ่มหลังฤดูเก็บเกี่ยว วัตถุดิบที่ใช่ได้แก่ไม้ฉำฉาเพราะเป็นไม้เนื้ออ่อนที่สามารถขุดเนื้อไม้ ได้ง่ายกับหนังวัว นอกจากคุณภาพที่ประณีตสวยงามแล้วยังมี หลายขนาดให้เลือกอีกด้วย โดยเฉพาะกลองขนาดจิ๋วจะเป็นที่นิยม หาซื้อไว้เป็นของที่ระลึกซึ่งขายดีมาก
อิฐอ่างทอง เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนคุณภาพสูง ที่ผลิตขึ้น เพื่อจัดจำหน่ายไปทั่วประเทศไทย ส,วนมากจะใช้ในการ ทำอิฐโชว์แนวประดับอาคารบ้านเรือน ผู้สนใจจะติดต่อซื้อได้ จากโรงอิฐโดยตรง เฉพาะที่อำเภอปาโมกจะมีโรงอิฐมากกว่า 42 แห่ง
สถานที่น่าสนใจ ในเขตอำเภอไชโย
วัดไขโยวรวิหาร อยู่บนเล้นทางสาย อ่างทอง-สิงห์บุรื ห่างจากอำเภอเมืองอ่างทองประมาณ 18 กิโลเมตร เป็นวัด พระอารามหลวงชั้นโท เดิมเป็นวัดราษฎร์โบราณสร้างมาแต่ ครั้งใดไม่ปรากฏ มืความสำคัญขึ้นมาในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อ สมเด็จพระ'พุฒา'จารย์(โต พรหมรังลื) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี ได้สร้างพระพุทธรูปปางสมาธิองคไหญ่เป็นปูนขาวไม่ปิดทองไว้กลางแจ้ง ณ วัดแห่งนี้ ถึงสมัยรัชกาลที่5 ได้เสด็จฯมานมัสการและโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดไชโย ในปี พ.ศ. 2430 แต่แรงสันสะเทือนระหว่าง การลงรากพระวิหารทำให้องค์หลวงพ่อโตพังลงมาจึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหลวงพ่อโตขึ้นใหม่ตามแบบหลวงพ่อโต วัดกัลยาณมิตร มีขนาดหน้าตัก กว้าง 16.10 เมตร สูง 22.65 เมตร แล้วพระราชทานนามว่า “พระมหาพุทธพิมพ์” มีการจัดงานฉลอง นับเป็นงานใหญ่ที่สุดของจังหวัดอ่างทองในสมัยนั้น
องค์หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ในพระวิหารที่มี ความสูงใหญ่สง่างามแปลกตากว่าวิหารแห่งอื่นๆ พุทธคาสนิกชน จากที่ต่างๆ มานมัสการอย่างไม่ขาดสายติดกับด้านหน้าพระวิหาร มีพระอุโบสถหันด้านหน้าออกล่แม่นํ้าเจ้าพระยา ก่อสร้างด้วย สถาปัตยกรรมไทยอันงดงามเช่นกัน ภายในพระอุโบสถมีภาพ จิตกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติ แเมือช่างสมัยรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันวัดไชโยวรวิหารได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่จนมีความงาม อย่างสมบูรณ์ยิ่ง
วัดสระเกศ ตั้งอยู่ที่ตำบลชัยภูมิ ริมฝังแม่นํ้าเจ้าพระยา ทิศตะวันออก ห่างจากอำเภอเมืองอ่างทอง ประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นวัดเก่าตั้งแต่สมัยอยุธยา ตำบลชัยภูมินี้เดิมชื่อ บ้านสระเกศ ขึ้นอยู่กับแขวงเมืองวิเศษชัยชาญ มีกล่าวไว้ในพระราชพงศาวดาร ว่าเมื่อ พ.ศ.2128 พระเจ้าเชียงใหม่ ยกทัพมาตั้งค่ายอยู่ที่ บ้านสระเกศ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ ได้เคยเสด็จพระราชดำเนินมา ณ วัดสระเกศ เมื่อปี พ.ศ. 2513 เพื่อทรงบำเพ็ญพระราชกุศลบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วัดโพธหอม (วัดปาหัวพัน) ตั้งอยู่ที่ตำบลราชสถิตย์ ห่างจากอำเภอเมืองอ่างทองราว 12 กิโลเมตร ไปตามเล้นทาง อ่างทอง-สิงห์บุรี แล้วมีทางแยกเข้าไปอีก 2 กิโลเมตร วัดนี้เดิมเป็น วัดร้างสร้างมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาวัดใหม่เพิ่งจะเริ่มสร้างเมื่อ10ปี มานี้ สิงที่น่าสนใจในวัดนี้คือ รูปพรหมลืหน้าปูนปันขุดได้ภายในวัด มีขนาดใหญ่ 2 เศียร ประดับบนพานด้านหน้าฐานพระอุโบสถเดิม ลักษณะศิลปะเป็นแบบขอมซึ่งอาจใช้เป็นส,วนของยอดประตู เหมือนกับที่เคยพบว่าสร้างเป็นยอดประตูพระราชวังสมัยกรุงศรีอยุธยา
สถานที่น่าสนใจ ในเขตอำเภอโพธทอง


วัดโพธทอง อยู่ที่บ้านโพธึ๋ทองตำบลคำหยาดตรงข้าม ทางเข้าบ้านบางเจ้าฉ่า ห่างจากอำเภอเมืองไปตามเล้นทางสาย อ่างทอง-โพธิ้ทองประมาณ 9 กิโลเมตร นามวัดโพธิ้'ทอง
ในพระราชพงศาวดารกล่าวว่าเป็นวัดที่ กรมขุนพรพินิต (เจ้าฟ้า อุทุมพร หรือขุนหลวงหาวัด) เสด็จมาผนวช วัดโพธี้ทองแห่งนี้ รัชกาลที่ 6 เคยเสด็จมาประทับร้อน เมื่อคราวเสด็จประพาส ลำนํ้าน้อย ลำนํ้าใหญ่ มณฑลกรุงเก่า เมื่อ พ.ศ. 2459
พระตำหนักคำหยาด อยู่ในท้องที่ตำบลคำหยาด ถัดจากวัดโพธิ้'ทอง ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 2 กิโลเมตร บนถนนสายเดียวกัน ตัวอาคารตั้งโดดเด่นอยู่กลางทุ่งนา
ก่อด้วยอิฐถือปูนขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 20 เมตร สภาพปัจจุบัน มืเพิยงฝนัง 4 ด้าน แต่ยังคงเห็นเค้าความสวยงามทางด้านศิลปกรรม เช่น ลอดลายประดับซุ้มจรนำหน้าต่างในคราวที่ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสลำนํ้ามะขามเฒ่า เมื่อ พ.ศ.2451 ได้เสด็จมายังโบราณสถานแห่งนี้และทรงมี
พระราชหัตถเลขาอรรถาธิบายไว้ว่า เดิมทีทรงมีพระราชดำริว่า ขุนหลวงหาวัด (เจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิต) ทรงผนวชที่ วัดโพธิ้ทองแล้วสร้างพระตำหนักแห่งนี้ขึ้นเพื่อจำพรรษา เนื่องจาก มีชัยภูมิที่เหมาะสม ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นตัวพระตำหนัก สร้างด้วยความประณีตสวยงามแล้วพระราชดำริเดิมก็เปลี่ยนไป ด้วยทรงเห็นว่าไม่นำที่ขุนหลวงหาวัดจะทรงมิความคิดใหญ่โต สร้างที่ประทับชั่วคราวหรือที่มั่นในการต่อเให้ดูสวยงามเช่นนี้ ดังนั้น จึงทรงสันนิษฐานว่า พระตำหนักนี้คงจะสร้างขึ้นตั้งแต่รัชสมัย สมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เพื่อเป็นที่ประทับแรม เนื่องจากมิพระราชนิยม เสด็จประพาสเมืองแถบนี้อยู่เนืองๆ เช่นเดียวกับที่พระเจ้า ปราสาททองทรงสร้างที่ประทับไว้ที่บางปะอิน ขณะที่กรมขุนพรพินิต ผนวชอยู่ที่วัดราชประดิษฐ์ ได้ทรงนำข้าราชบริพารกับพระภิกษุ ที่จงรักภักดีต่อพระองค์ ออกจากพระนครศรีอยุธยามาจำพรรษา ที่วัดโพธิ้ทองและประทับอยู่ที่พระตำหนักคำหยาดนี้ เพื่อไปสมทบ กับชาวบ้านบางระจัน ปัจจุบันนี้กรมศิลปากรได้บูรณะ และ ขึ้นทะเบียนพระตำหนักคำหยาดเป็นโบราณสถานไว้แล้ว
วัดขุนอินทประมูล อยู่ในเขตตำบลอินทประมูล การเดินทางไปสามารถใช้เล้นทางได้ 3 สาย คือ สายอ่างทอง-อำเภอ โพธึ๋ทอง (เล้นทาง 3064) แยกขวาที่กิโลเมตร 9 เข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร หรือหากมาจากจังหวัดสิงห์บุรีไปทางอำเภอไชโย ประมาณกิโลเมตรที่ 8 จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าถึงวัดเป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร หรือจะใซ้เล้นทางตัดใหม่สายอำเภอวิเศษชัยชาญ-โพัธํ๋ทอง (ถนนเลียบคลองชลประทาน) เมื่อถึงอำเภอโพธิ้ทองมีทางแยก เข้าวัดอีก 2 กิโลเมตร
วัดนี้เป็นวัดโบราณ พิจารณาจากซากอิฐแนวเขตเดิม คะเนว่าเป็นวัดใหญ่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่ใหญ่ และยาวที่สุดในประเทศไทย มีความยาวถึง 50 เมตร (25 วา) เดิมประดิษฐานอยู่ในวิหาร แต่ถูกไฟไหม้ปรักหักพังไปเหลือแต่ องค์พระตากแดดตากฝนนานนับเป็นร้อยๆปี องค์พระนอนมี พุทธลักษณะที่งดงาม พระพักตร์ยิ้มละไม สงบเยือกเย็นนำเลื่อมใส ศรัทธายิ่งนักพระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์!ด้เคยเสด็จมา ลักการะบูชาอาทิเช่น พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จมาเมื่อพ.ศ.2296 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ในปี พ.ศ. 2221 และ 2451 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเสด็จฯ มาถวายผ้าพระกฐินต้นในปี พ.ศ.2516 และเสด็จมานมัสการ อีกครั้งในปี พ.ศ. 2518 พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศต่างนิยมมา นมัสการเป็นเนืองนิจ นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดขุนอินทประมูล ยังมีโบราณสถานวิหารหลวงพ่อขาว ซึ่งเหลือเพียงฐานและ ผนังบางล่วนและพระพุทธรูป ด้านหน้าพระนอนมีศาลรูปปัน ขุนอินทประมูล ซึ่งตามประวัติกล่าวว่าเป็นผู้สร้างพระพุทธไสยาสน์ วังปลาวัดข่อย อยู่บริเวณแม่นํ้าน้อยหน้าวัดข่อย หมู่ที่ 1 ตำบลโพธึ๋รังนก อยู่ห่างจากจังหวัดอ่างทองประมาณ 12 กิโลเมตร ตามเล้นทางจังหวัดอ่างทอง-วิเศษชัยชาญ ก็จะพบป้าย
วังปลาวัดข่อย แล้วเลี้ยวขวาลัดเล้นทางคลองล่งนํ้าชลประทาน ไปอีกประมาณ 7 กิโลเมตร ปลาที่วัดข่อยนี้มีปริมาณชุกชุมมาตั้งแต่ สมัยพระครูสุกิจวิชาญ (หลวงพ่อเข็ม) เป็นเจ้าอาวาสซึ่งเป็นเวลา กว่า 50 ปีแล้ว ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2528 พระครูสรกิจจาทร เจ้าอาวาส องค์ปัจจุบันได้ปรับปรุงสถานที่และประกาศเป็นเขตรักษาพันธุลัตว์นํ้า ร่วมกับ สำนักงานประมงอำเภอโพธิ้ทองและเจ้าหน้าที่ตำรวจในการ ดูแลรักษามิให้ปลาถูกรบกวน ปัจจุบันมิปลานานาพันธุ เช่น ปลาสวาย ปลาตะเพียน ปลาเทโพ ปลาแรด ปลาปึก ฯลฯ อาศัยอยู่รวมกันไม,ตํ่ากว่า 50,000 ตัว ทางวัดได้จัดจำหน่าย อาหารปลาให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินกับการให้อาหารปลา และจัดสวนสัตว์ขนาดเล็ก ตลอดจนร้านจำหน่ายเครื่องดื่ม ไว้บริการอีกด้วย นอกจากนี้ยังมิลื่งที่น่าสนใจภายในวัดข่อยมิ มณฑป พระวิหาร เจดีย์ พระอุโบสถ กุฏิ หอสวดมนต์ ศาลาการเปรียญ แบบทรงไทยโบราณ ซึ่งทำมาจากไม้สักเป็นเสาเหลี่ยม 8 เหลี่ยม ตะเกียงจากกรุงวอชิงตันเป็นตะเกียงโบราณนาฟิ'กาโบราณจากปารีส และตู้พระไตรปิฎกทำด้วยไม้สักจากประเทศจีนซึ่งมิในสมัยรัชกาลที่5 เรือซึ่งเป็นพาหนะที่ใซ้ในการเดินทางมิแทบทุกชนิดได้แก่ เรือบด เรือแจว เรือสำปัน และเรือประทุน เปลกล,อมลูกในสมัยโบราณ มรดกชาวนาซึ่งได้รวบรวมเครื่องมือ เครื่องใช้ รวมทั้งอุปกรณ์ ในการทำนา ได้แก่ เกวียน ล้อ คันไถ อุปกรณ์เครื่องมือการจับสัตว์นํ้า ไซดักปลา และศูนย์ผลิตข้าวซ้อมมือที่ชาวบ้านทำการจัดตั้ง เป็นสหกรณ์ขึ้น เพื่อทำการจำหน่ายให้แก,ประชาชน


ค้างคาวแม่ไก,วัดจันทาราม วัดจันทารามเป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่ที่บ้านช้าง หมู่ที่ 5 ตำบลโคกพุทรา ห่างจากที่ว่าการอำเภอ โพธึ๋ทองไปทางทิศตะวันตก ประมาณ 4 กิโลเมตร การเดินทางใช้ เล้นทางสายโพธึ๋ทอง-แสวงหาประมาณ 1 กิโลเมตร แล้วแยกซ้าย ไปอีก 3 กิโลเมตร ในบริเวณวัดแห่งนี้มืต้นไม้ขึ้นหนาแน่นจึงเป็น ที่อยู่อาศัยและแพร่พันธุค้างคาวแม่ไก่ และนกนานาชนิด
มาหลายชั่วอายุคนแล้ว ค้างคาวแม่ไกเหล่านี้จะออกหากิน ในเวลากลางคืน ล่วนเวลากลางวันจะเกาะห้อยหัวอยู่ตามกิ่งไม้ เป็นลีดำพรืดมองเห็นแต่ไกลซึ่งผู้สนใจสามารถจะไปชมได้ใน ทุกฤดูกาล
หมู่บ้านจักสาน งาน‘ฝึมือจักสานอันลือชื่อของอ่างทอง ส,วนมากจะเป็น‘ฝึมือของชาวอำเภอโพธิ้ทองแทบทุกครัวเรือน ที่ ตั้งบ้านเรือนเรียงรายอยู่ทั้งสองฟาก ฝังแม่นํ้าเจ้าพระยา มีการจัดตั้งเป็นกลุ่มการผลิตเครื่องจักสาน เครื่องหวาย
กลุ่มจักสานไม่ไผ, เช่น กลุ่มตำบลองครักษ์ กลุ่มตำบลบางเจ้าฉ่า กลุ่มตำบลบางระกำ กลุ่มตำบลพลับ และกลุ่มตำบลอินทประมูล เป็นต้น
แหล่งหัตถกรรมเครื่องจักสานสำคัญที่สมควรไปเที่ยวชมคือ ที่ “บางเจ้าฉ่า” ตั้งอยู่ที่หมู่ 8 บ้านยางทอง ตำบลบางเจ้าฉ่า การเดินทางใช้เล้นทางสาย อ่างทอง-โพัธํ๋ทอง ประมาณ 9 กิโลเมตร ถึงคลองชลประทานยางมณี จากนั้นเลี้ยวขวาเลียบคลองไปอีก ประมาณ 5 กิโลเมตร จึงเลี้ยวขวาไปตามทางเข้าวัดยางทอง แหล่งหัตถกรรมจะตั้งอยู่บริเวณหลังวัด ที่นี่เป็นแหล่งเครื่องจักสาน ด้วยไม้ไผ, สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ได้เคยเสด็จพระราชดำเนินมาเยือนและได้พระราชทานคำแนะน่า ให้ราษฎรปลูกไม้ไผ,ลีสุก เพื่อเป็นวัตถุดิบในการทำจักสาน ให้มีปริมาณมากขึ้น ก่อนที่จะมีปัญหาการขาดแคลน งานจักสาน ของบางเจ้าฉ่านี้มีความประณีตสวยงามเป็นพิเศษและ สามารถพัฒนางาน‘ฝึมือตามความนิยมของตลาด จึงได้รับการ ยกย่องว่าเป็นหมู่บ้านตัวอย่างในการพัฒนาอาชีพ นอกจาก บางเจ้าฉ่าแล้ว ห่างจากอำเภอโพธึ๋ทองไปอีกประมาณ 4 กิโลเมตร ก็มืผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานไม่ไผ,เช่นเดียวกัน
ศูนย์เจียระไนพลอย อยู่ในบริเวณเดียวกับแหล่งผลิต เครื่องจักสานที่บางเจ้าฉ่า มีศูนย์รวมการเจียระไนพลอยของหมู่บ้าน และมีพลอยรูปแบบต่างๆ ที่สวยงาม
ศูนย์ผลิตเครื่องใช้ประด้บมุก อยู่ที่วัดม่วงคัน ตำบลรำมะลัก มีการผลิตเครื่องใช้ประดับมุก‘ฝึมือประณีต นอกจากนั้นมืการทำหัตถกรรมในครัวเริอนอีกหลายแห่งเช่นกัน จะมีทั้งชุดโต๊ะเครื่องแป้ง แจกัน ที่เขี่ยบุหรื่ เป็นต้น
สถานที่น่าสนใจ ในเขตอำเภอวิเศษชัยชาญ
วัดเขียน เป็นวัดเก่าแก,วัดหนึ่ง อยู่ที่หมู่ 8 ตำบลศาลเจ้า โรงทอง ห่างจากอำเภอเมือง 12 กิโลเมตร ภายในพระอุโบสถ มีภาพเขียนฝาผนังที่งดงามสันนิษฐานว่าเป็น‘ฝึมือช่างสถุลเมือง วิเศษชัยชาญสมัยอยุธยาตอนปลาย ลักษณะภาพคล้ายกับภาพเขียน ที่พระอุโบสถวัดเกาะและวัดใหญ่สุวรรณาราม จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งอยู่ในยุคสมัยเดียวกัน
วัดอ้อย เป็นวัดเก่าแก,คู่บ้านคู่เมืองวิเศษชัยชาญ ตั้งอยู่ ริมฝังแม่นํ้าน้อยห่างจากวัดเขียนไปทางทิศเหนือประมาณ2กิโลเมตร พระอุโบสถมีลักษณะสวยงามคล้ายกับพระอุโบสถวัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ในบริเวณพื้นที่ของวัดอ้อย มูลนิธิสร้างสรรค์เด็กได้เปิดบ้านรับรองให้ที่พื่งพักพิงแก,เด็กมีปัญหา เด็กเร่ร่อนติดยา หริอประพฤติผิดกฎหมายมาก่อนชื่อว่า
“บ้านเด็กใกล้วัด” เพื่อช่วยให้เด็กเหล่านี้มีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น ได้สัมผัสธรรมชาติและมีพระสงฆ์ช่วยเหลือบำบัดทางด้านจิตใจด้วย
วัดสี่ร้อย อยู่ริมฝังแม่นํ้าน้อย หมู่ที่ 4 ตำบลลีร้อย บนเล้นทางสายโพธิ้พระยา-ท่าเรือ หริออ่างทอง-วิเศษชัยชาญ ห่างจากอำเภอเมืองอ่างทองไปทางทิศตะวันตกประมาณ 12.5 กิโลเมตร แล้วแยกซ้ายมือไปตามถนนคันคลองชลประทานอีก 5 กิโลเมตร วัดแห่งนี้ มีพระพุทธรูปปางปาเล-ไลยก์ สูง 21 เมตร หน้าตักกว้าง 6 เมตรเศษ เริยกนามว่า หลวงพ่อโต ภายในพระอุโบสถ มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง‘ฝึมือช่างอยุธยาที่มีความงดงามมากอีกแห่งหนึ่ง วัดม่วง ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลหัวตะพาน ระยะทางจาก จังหวัดถึงวัดม่วง ประมาณ 8 กิโลเมตร ใซ้เล้นทางสายอ่างทอง สุพรรณบุรี วัดจะอยู่ทางซ้ายมือ มีพระอุโบสถล้อมรอบด้วยกลีบบัว ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในมีรูปปันเกจิอาจารย์ชื่อดังทั่วประเทศ มีแดนเทพเจ้าไทย แดนนรก แดนสวรรค์ และแดนเทพเจ้าจีน ซึ่งมีรูปปันเจ้าแม่กวนอิมฃนาดใหญ่ มีรูปปันแสดงเหตุการณ์ ในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสงครามไทย-พม่า ที่เมืองวิเศษชัยชาญ และสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ของดีเมืองอ่างทองได้ด้วย
อนุสาวรีย์นายดอกนายทองแก้ว ประดิษฐานอยู่ที่ หน้าโรงเรียนวิเศษชัยชาญ หมู่ที่ 2 ตำบลไผ,จำศีล ระหว่างกิโลเมตร ที่ 26-27 ตามเล้นทางสายศรีประจันต์-วิเศษชัยชาญ เป็น อนุสรณ์สถาน ที่ชาววิเศษชัยชาญและชาวอ่างทอง ร่วมกันสร้าง เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของวีรบุรุษแห่งบ้านโพธิ้ทะเล ทั้งสองท่านที่ได้สละชีวิตเป็นชาติพลีในการ!'รบกับพม่าที่ค่ายบางระจัน อย่างกล้าหาญเมื่อปี พ.ศ.2309 อนุสาวรีย์แห่งนี้ สมเด็จพระบรม โอรสาธิราชสยามมกุฏราชกุมาร เสด็จพระราช-ดำเนินแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาทรงเปิดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2520

สถานที่น่าสนใจ ในเขตอำเภอแสวงหา
บานคูเมือง อยู่ในท้องที่ตำบลบ้านไผ, ห่างจากที่ว่าการ อำเภอแสวงหา ประมาณ 4 กิโลเมตร และห่างจากค่ายบางระจัน เพียง3 กิโลเมตรเศษ ที่บ้านคูเมืองนี้ นักโบราณคดีได้สำรวจพบซาก เมืองโบราณที่สันนิษฐานว่าเป็นชุมชนสมัยทวาราวดี มีร่องรอย เหลือเพียงดูเมืองขนาดกว้างกับเนินดิน ขุดพบเพียงเศษภาชนะ เครื่องปันดินเผา กระดูกสัตว์ ลูกปัดและหินบดยา
วัดบ้านพราน ตั้งอยู่ที่ตำบลศรีพราน เป็นวัดเก่าแก, สร้างในครั้งใดไม,ปรากฏแต่ได้ถูกทิ้งร้างไปจนต้นไม้ปกคลุมหนาทึบ ต่อมาพวกนายพรานได้มาตั้งหมู่บ้านขึ้นในบริเวณดังกล่าว จึงช่วยกันบูรณะขึ้นมาใหม่ มีประวัติเล่าต่อกันมาว่าพระพุทธรูป ศิลาแลงในพระวิหารนั้นพ่อขุนศรีอินทราทึตย์เป็นผู้สร้างที่เมืองสุโขทัย แล้วถอดเป็นชิ้นมาประกอบเป็นองค่ที่วัดบ้านพรานเพื่อให้เป็นพระประธาน แต่ผู้สร้างวัดต้องการสร้างพระประธานขึ้นเอง จึงได้นำไปประดิษฐาน ไว้ในพระวิหารพระพุทธรูปองค์นี้ ชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อไกรทอง” เชื่อกันว่ามืความศักดิ้สิทธิ้สามารถคุ้มภัยแก,ผู้ไปสักการะบูชา
วัดยาง อยู่ในท้องที่ตำบลห้วยไผ, สันนิษฐานว่าสร้าง ในสมัยอยุธยาตอนปลายยังคงมีซากโบราณสถาน คือ พระอุโบสถ ซึ่งมีฐานโค้ง มีพระพุทธรูปศิลาทราย พระพุทธรูปปูนปันที่ชำรุดอยู่ จำนวนหนึ่งและใบเสมาหิน ทางทิศใต้ของวัดประมาณครึ่งกิโลเมตร มีเนินดินซึ่งเคยพบพระเครื่องจำนวนมาก จากการที่อยู่ไม,ไกลจาก บ้านบางระจันมากนัก จึงสันนิษฐานว่า บริเวณนี้คงเป็นสถานที่ซ่อน สมบัติของมีค่าของคนไทยในสมัยนั้น
สวนนกธรรมชาติ อยู่ในบริเวณหมู่ที่ 2 บ้านริ้วหว้า ตำบลบ้านพราน ระยะทางห่างจากจังหวัดอ่างทอง 24 กิโลเมตร
ใช้เล้นทางสายโพธิ้ทอง-แสวงหา 18 กิโลเมตร แล้วแยกเข้าที่ บ้านตำบลหนองแม่ไก, ถึงโรงเรียนหนองแม่ไก่ แล้วเดินทางไปตาม ถนนลูกรังอีก 6 กิโลเมตร ก็จะถึงบริเวณวัดริ้วหว้าซึ่งมี
นกท้องนาปากห่าง นกกระสา นกกานํ้า นกกระเต็น นกอีเสือ ฯลฯ บางชนิดก็ใกล้จะสูญพันธุและหาชมได้ยากในท้องถิ่นอื่น
สถานที่น่าสนใจ ในเขตอำเภอสามโก้
อำเภอสามโก้ อยู่ห่างจากจังหวัดอ่างทองประมาณ 25 กิโลเมตร แม้เป็นอำเภอเล็กๆ ซึ่งเดิมเป็นตำบลหนึ่งขึ้นกับ อำเภอวิเศษชัยชาญ ได้ยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอและเป็นอำเภอเมื่อ พ.ศ.2508 ความสำคัญในประวัติศาสตร่ได้ปรากฏในพงศาวดารว่า เป็นเล้นทางที่พม่าเดินทัพจากด่านเจดีย์สามองค์ผ่านเข้ามา ตั้งค่ายพักแรมก่อนเข้าตีกรุงศรีอยุธยา และเป็นที่ซึ่ง สมเด็จ พระนเรศวรมหาราชและพระเอกาทศรถ เคยเสด็จนำทัพหลวง ผ่านบ้านสามโก้แห่งนี้เพื่อทรงทำสงครามยุทธหัตถี ที่ตำบลตระพังตรุ จังหวัดสุพรรณบุรี จนทรงได้รับชัยชนะด้วยเช่นกัน
ปัจจุบัน สามโก้เป็นอำเภอที่นำสนใจมากอำเภอหนึ่ง ในแง่ประเพณี และศิลปะพื้นบ้าน กล่าวคือ สามโก้ได้มีพื้นที่การ เกษตรบางส,วน ที่เปลี่ยนจากพื้นที่ทำนาเป็นพื้นที่ทำการเกษตร ด้านอื่น เช่น การทำนาบัว การทำสวนมะพร้าวพันธุดี และการทำไร่นา สวนผสม ซึ่งเกษตรกรรู้จักพัฒนาอาชีพด้วยการนำเทคโนโลยี สมัยใหม่ มาปรับปรุงผลผลิตทางการเกษตรให้มีทั้งคุณภาพ และปริมาณ สามารถทำรายได้อย่างนำพอใจ นอกจากนี้สามโก้ยังได้ เป็นถิ่นแดนของเพลงพื้นเมืองที่มีพ่อเพลงและแม่เพลงที่มีบทบาท ในการพีนฟูการละเล่นและอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านอีกด้วย
งานประเพณี
งานเมืองอู่ข้าวอู่นํ้าและงานกาชาดประจำปี เป็นงาน ประจำปีของชาวอ่างทองที่จัดขึ้นหลังฤดูเก็บเกี่ยว ช่วงปลายเดือน มีนาคมของทุกปี มีกิจกรรมที่นำสนใจหลายอย่างทั้งด้านการแสดง ทางวัฒนธรรม การแสดงนิทรรศการ การแสดงจำหน่ายและสาธิต หัตถกรรมพื้นบ้าน การออกร้าน การประกวดกุลสตรีเมืองอู่ข้าวอู่นํ้า การประกวดพืชผลทางการเกษตร และการแข่งขันกีฬาชาวนา รวมทั้งมหกรรมต่างๆมากมาย งานนี้จัดบริเวณหน้าศาลากลาง จังหวัดอ่างทอง 5 วัน 5 คืน
งานประเพณีแข่งเรือยาววัดไชโย จัดการแข่งขันขึ้น บริเวณสำนํ้าหน้าวัดไชโยวรวิหาร อำ๓อไชโย เป็นการประชันเรือยาว ที่มืชื่อเสืยงระดับประเทศจัดพร้อมกับงานนมัสการ และสมโภช สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสื) และพระมหาพุทธพิมพ์ โดยจัดขึ้นราวเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของทุกปี โดยการแข่งขันเรือ

จะเสร็จสันใน 1 วัน
งานประเพณีแข่งเรือยาววัดป่าโมก จัดขึ้นบริเวณ วัดปาโมกวรวิหาร อำเภอปาโมก ในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี พร้อมกับงานนมัสการและสมโภชพระพุทธไสยาสน์และพระพุทธบาท 4 รอย
ของฝากและของที่ระลึก
ผลไม้ตามฤดูกาล ได้แก่ มะม่วง ส์มโอ ฝรั่ง มะละกอ ผลิตภัณฑ์สัตว์นํ้า ได้แก่ กุ้งก้ามกราม ปลาเนื้ออ่อน ปลายี่สก ปลานํ้าเงิน
อาหารแปรรูปต่างๆ ได้แก่ เนื้อทุบและไข่เค็ม อำเภอไชโย ปลาแห้งเสิยบไม้รมควัน ปลาตากแห้ง ปลากรอบ ขนมหวาน ที่เป็นของฝากซึ่งได้รับความนิยมมาก คือ ขนม เกสรลำเจียก จากอำเภอวิเศษชัยชาญ และขนมกง อำเภอเมือง ผลิตภัณฑ์หัตถกรรม ได้แก่ เครื่องจักสานบ้านเจ้าฉ่า อำเภอโพธิ้ทอง กลอง และตุ๊กตาชาววัง อำ๓อปาโมก เครื่องเริอนจำลอง
สำนักงานจังหวัดอ่างทอง โทร. (035) 611235
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคกลาง เขต 6 ถนนศรีสรรเพชญ์ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13000 โทร. (035) 246076-7 โทรสาร (035) 246078 พื้นที่ความรับผิดชอบ : พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง สระบุรี
4 ถนนราชดำเนินนอก เขตป้อมปราบฯ กรุงเทพฯ 10100 โทร. 282-9773-6 โทรสาร 282-9775 เปิดบริการให้ข้อมูลท่องเที่ยวทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.
7 ข้อมูลรายละเอียดในเอกสารนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

















จังหวัดอำนาจเจริญ amnatcharoen มีที่ไหนให้เที่ยวบ้าง เดินทางไปยังไง

จังหวัดอำนาจเจริญ amnatcharoen มีที่ไหนให้เที่ยวบ้าง เดินทางไปยังไง






จังหวัดอำนาจเจริญ ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย ระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ โดยเส้นทางรถยนต์ ประมาณ 568 กิโลเมตร มีพื้นที่การปกครองทั้งสิน 3,161.248 ตาราง กิโลเมตร เริ่มตั้งเป็นเมืองในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยขึ้นอยู่กับนครเขมราฐ ต่อมาจึงได้ย้ายมาขึ้นต่อเมืองอุบลราชธานี จนกระทั่งได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ เมื่อวันที่
1  ธันวาคม 2536
ติดต่อกับจังหวัดยโสธร ที่อำเภอเลิงนกทา และจังหวัดมุดาหาร ที่อำเภอดอนตาล ติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาวตามแนวฝังแม่นํ้าโขงด้าน อำเภอชานุมาน เป็นระยะทาง 38 กิโลเมตร และติดต่อกับจังหวัดอุบลราชธานี ที่อำเภอเขมราฐ อำเภอกุดข้าวปุ้น และอำเภอตระการพืชผล ติดต่อกับจังหวัดยโสธรที่อำเภอปาติ้ว และ อำเภอเลิงนกทา
ติดต่อกับจังหวัดอุบลราชธานี ที่อำเภอเมือง อุบลราชธานี และอำเภอม่วงสามสิบ อำนาจเจริญแบ่งการปกครองออกเป็น 6 อำเภอ และ 1 กิ่งอำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอหัวตะพาน อำเภอพนา อำเภอเสนางคนิคม อำเภอชานุมาน อำเภอปทุมราชวงศา และ กิ่งอำเภอลืออำนาจ


การคมนาคมระหว่างกรุงเทพฯ และจังหวัดอำนาจเจริญ สะดวกสบายทั้งทางรถยนต์ รถไฟ หรืออาจใช้ทางอากาศ โดยใช้ บริการของสนามบินนานาชาติที่จังหวัดอุบลราชธานี
ทางรถยนต์ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) และทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) จากนั้นใช้ทางหลวง หมายเลข 226 นครราชสิมา-สุรินทร์ และใช้ทางหลวงหมายเลข 214 สุรินทร์-อำเภอสุวรรณภูมิ แล้วแยกขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 202 ผ่านจังหวัดยโสธร และอำเภอปาติ้ว ถึงจังหวัดอำนาจเจริญ รวมระยะทาง 580 กิโลเมตร หรือสามารถใช้ทางหลวงหมายเลข 1 และหมายเลข 2 จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 226 นครราชสิมา อุบลราชธานี ถึงจังหวัดอุบลราชธานีแล้วใช้ทางหลวงหมายเลข212 อุบลราชธานี-อำนาจเจริญ รวมเป็นระยะทาง 704 กิโลเมตร
ทางรถโดยสารประจำทาง มิทั้งธรรมดาและปรับอากาศ ซึ่งเป็นรถโดยสารที่วิ่งระหว่าง กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี ออกจาก สถานีขนส่งสายตะวันออกเฉียงเหนือ ถนนกำแพงเพชร 2 ติดต่อ สอบถามได้ที่ โทร. 936-2852-66 จากนั้นใช้รถโดยสารประจำทาง ที่วิ่งระหว่างอุบลราชธานี-มุกดาหาร-ธาตุพนม ซึ่งจะผ่านจังหวัด อำนาจเจริญ มิ 2 บริษัท คือ
บริษัทสายัณห์เดินรถ จำกัด เป็นรถโดยสารธรรมดา มิเวลา รถออกดังนี้คือ 06.00 น. 07.00 น. 09.00 น. 11.00 น. 12.00 น. และ เวลา 13.00 น. ซื้อตั๋วและขึ้นรถได้ที่คิวรถตลาดบ้านดอนกลาง รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่โทร. (045) 242163, 241820 บริษัทสหมิตรทัวร์ เป็นรถโดยสารปรับอากาศ ซึ่งวิ่งระหว่าง อุบลราชธานี-นครพนม มิเวลาออกดังนี้คือ 06.30 น. และเวลา 14.00 น. ซื้อตั๋วและขึ้นรถได้ที่ บริษัทสหมิตรทัวร์ ถนนเขื่อนธานี ตรงข้ามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี
รถไฟ มิรถด่วนและรถเร็วทุกวัน ซึ่งเป็นรถไฟที่วิ่งระหว่าง กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี และยังมิรถธรรมดาจากนครราชสีมา อุบลราชธานี และสุรินทร์-อุบลราชสีมา อีกด้วยจากนั้น ใช้รถโดยสาร ประจำทางที่วิ่งระหว่างอุบลราช ธานี-มุกดาหาร-ธาตุพนม หริอใช้ รถประจำทางที่วิ่งระหวางอุบลราชธานี-นครพนม ก็ได้ รายละเอียด ติดต่อสอบถามได้ที่หน่วยบริการเดินทาง การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 223-7010, 223-7020
เครื่องบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีเครื่องบิน รับส่งผู้โดยสาร และพัสดุภัณฑ์ ระหว่างกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี และอุบลราชธานี-กรุงเทพฯ ทุกวัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท การบินไทย จำกัด ถนนหลานหลวง โทร. 280-0060, 628-2000 อุบลราชธานี ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานขายตั๋ว โทร. (045) 313340-43 หริอที่ทำการสนามบิน โทร. (045) 243037-38
สถานที่น่าสนใจ ในเขตอำเภอเมือง
พุทธอุทยานและพระมงคลมิ่งเมือง ตั้งอยู่ที่เขาดานพระบาท
ห่างจากตัวเมืองไปทางด้านเหนือประมาณ 3 กิโลเมตร บริเวณวัด ประกอบด้วย หินดานธรรมชาติร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด ซึ่งได้รับ การปรับแต่งให้เป็น “พุทธอุทยาน” ส่วนพระมงคลมิ่งเมือง หริอ พระใหญ่ ปางมารวิชัย องค์พระหน้าตักกว้าง 11 เมตร ความสูงจาก ระดับพื้นดินถึงยอดเปลวรัศมี 20 เมตร เป็นพระพุทธรูปที่ได้รับอิทธิพล สกุลศิลปอินเดียเหนือ (ปาละ) ที่แผ่อิทธิพลมายังภาคอีสานของไทย เมื่อพันปีเศษออกแบบโดยจิตรบัวบุศย์โดยการก่อสร้างแบบคอนกริต เสริมเหล็กครอบ พระองค์เดิมซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปันมีฐานกว้าง 8.4 เมตร ยาว 12.6 เมตร สูง 5.2 เมตร แล้วแต่งองค์พระด้านนอกด้วย กระเบื้องโมเสคสีทอง สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2508 เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของ ชาวจังหวัดอำนาจเจริญและจังหวัดอุบลราชธานี พระมงคลมิ่งเมือง เป็นพระพุทธรูปที่มืพุทธลักษณะงดงามประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทางด้านหลังของพระมงคลมิ่งเมืองมืพระพุทธรูปลักษณะแปลกอีก
2   องค์ ห่มจีวรเหลืองลออตา มีนามว่า “พระละฮาย” หรือที่ชาวบ้าน เรียกว่า “พระขี่ส่าย” หมายถึง ไม่สวย ไม่งาม โดยเรียกตามรูปลักษณ์ ขององค์พระพุทธรูปโบราณ พบในหนองนํ้าเมื่อปี พ.ศ. 2505 ครั้งที่ มีการปรับปรุงบริเวณโดยรอบเพื่อทำฝายกั้นนํ้า ถือกันว่าเป็นพระ ที่ให้โชคลาภ ชาวบ้านมักมาบนบานขอพรอยู่เสมอ
วัดถํ้าแสงเพชร หรือวัดศาลาพันห้อง ตั้งอยู่บนถนนสาย อำนาจเจริญ-เขมราฐ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 18 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นวัดที่มีบริเวณ กว้างขวาง ประกอบด้วย วิหารอยู่บนยอดเขาสูง ทางด้านทิศเหนือ ของวิหารมีถํ้าขนาดใหญ่ ภายในถํ้ามีพระพุทธรูปองค์ใหญ่
“พระเหลาเทพนิมิตร” เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ประดิษฐานใน พระอุโบสถ องค์พระพุทธรูปประทับขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย ลงรักปิดทองงดงาม สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2263 กล่าวกันว่าเป็น พระพุทธรูปที่มืพุทธลักษณะงดงามที่สุดในภาคอีสาน ซึ่งจัดอยู่ใน พระพุทธรูปศิลปะลาวสกุลช่างเวียงจันทน์ ที่ได้รับอิทธิพลจาก พระพุทธรูปศิลปะล้านนา ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 21-22 ลันนิษฐานว่า สร้างขึ้นหลังจากระยะเวลาดังกล่าวไปเล็กน้อย เนื่องจากมีอิทธิพลของ ฝึมีอช่างท้องถิ่นปรากฏอยู่มากเป็นต้นว่าเค้าพระพักตร์ เปลวรัศมี ที่ยืดสูงขึ้น ลัดส่วนของพระเพลา และพระบาทซึ่งคล้ายคลึงกับที่ ปรากฏอยู่ในกลุ่มพระพุทธรูปไม้ และสำริด ที่สร้างขึ้นระหว่าง ปลายพุทธศตวรรษที่ 23 ถึงพุทธศตวรรษที่ 24
วัดไชยาติการาม ตั้งอยู่ที่บ้านโพนเมือง ตำบลไม้กลอน วัดนี้มืพระพุทธรูปสำริดประทับขัดสมาธิราบปางมารวิชัยสูง 55 เซนติเมตร จัดอยู่ในกลุ่มพระพุทธรูปศิลปะลาวสกุลช่างเวียงจันทน์ เปรยบเทียบได้กับพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่ระเบียงหอพระแก้วเมืองเวียงจันทน์ และพระพุทธรูปที่วัดวิชุล เมืองหลวงพระบาง ซึ่งมีอายุอยู่,ในราว ปลายพุทธศตวรรษที่ 22 ถึงพุทธศตวรรษที่ 23
แหล่งทอผ้าไหม ตั้งอยู่ที่บ้านสร้อย ตำบลจานลาน เป็น หมู่บ้านที่ชาวบ้านรวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์ทอผ้าไหม จัดเป็น อุตสาหกรรมครัวเรือน และเป็นอุตสาหกรรมแบบครบวงจร คือ ปลูก หม่อนเลี้ยงตัวไหมเอง ทอผ้าไหมเอง และจัดจำหน่ายผ้าไหมเองด้วย


สถานที่น่าสนใจ ในเขตอำเภอชานุมาน
ทิวทัศน์ริมฝังโขง เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอยู่บริเวณ หน้าที่ว่าการอำเภอชานุมาน ในตอนเย็นทัศนียภาพทั้งสองฝากฝัง ไทย-ลาว สวยงามมาก เหมาะแก,การก่ายภาพอาทิตย์ยามอัสดง เป็นอย่างยิ่ง
สถานที่น่าสนใจในเขตอำเภอเสนางคนิคม
อุทยานแห่งชาติภูสระบัว เป็นอุทยานที่มีเนื้อที่อยู่บน แนวรอยต่อ 3 จังหวัด คือ อำแภอนิคมคำสร้อย อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธรอำ๓อชานุมาน และ อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ มีเนื้อที่ 252 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 145,000 ไร่ สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นเทือกเขา สลับซับซ้อน ทอดตัวเป็นแนวยาวจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ลงส่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ประกอบด้วยปาอันอุดมสมบูรณ์หลายชนิด พื้นที่หลายแห่งมิลานหินขนาดใหญ่ ซึ่งชาวท้องถิ่นเริยกว่า “ดาน” กระจายอยู่ตามปา ส่วนใหญ่เป็นปาเบญจพรรณ และปาดิบแล้ง กระจายอยู่ตามเทือกเขาต่างๆ บริเวณพื้นที่ปาเหส่านื้ มิสัตว์,ป่า อาศัยอยู่หลายชนิด โดยเฉพาะที่เทือกเขาภูสระบัว ซึ่งเป็นพื้นที่ปา ขนาดใหญ่ และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งนํ้า สามารถพบสัตว์ปา ได้หลายชนิด เช่น เก้ง หมูปา กระต่ายปา ลิง บ่าง เม่น กระจก และสัตว์ปีกประเภทต่างๆ ได้แก่ ไก่ฟ้า ไก่ปา เป็นต้น
บริเวณเขตอุทยานฯ ประกอบด้วยทิวทัศน์ที่สวยงาม ความวิจิตรพิสดารของหินผามิความเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ตลอดจนร่องรอยของการต่อล้อันเกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง จึงทำให้พื้นที่แห่งนื้มืศักยภาพทางการท่องเที่ยว
ภูผาแต้ม เป็นหน้าผาประกอบด้วยรูป รอยฝ่ามือ และ การเขียนลื'โบราณก่อนประวัติศาสตร์ สันนิษฐานว่าเป็นยุคเดียวกับ ภาพเขียนสีของอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบที่จังหวัดมุกดาหาร และอุทยานแห่งชาติผาแต้ม หน้าผามีลักษณะคล้ายถํ้าเพราะ หินไหลเลื่อนลงมา ภาพเหล่านี้อยู่สูงจากพื้นถํ้าประมาณ 7-12 เมตร และถํ้ามีความยาวประมาณ 60 เมตร
ผามะเกลือ จุดพักผ่อนหย่อนใจและที่ชมวิว อยู่ใกล้บริเวณ ภูผาแต้ม มีลักษณะเป็นลานหินใต้เพิงผา ร่มรื่นไปด้วยแมกไม้ เหมาะสำหรับนั่งเล่นพักผ่อน
ลานหินบนภูวัด เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชาวท้องถิ่น โดยรอบภูผาแต้ม ในช่วงวันสงกรานต์และวันสำคัญทางศาสนา มีชาวบ้านมาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก
ภูผาหอม เป็นจุดชมวิวที่สวยงามมากของเทือกเขาภูผาแต้ม จุดนี้สามารมองเห็นทิวทัศน่ได้ในระยะไกลออกไปทางทิศตะวันตก มีความสูงประมาณ 366 เมตร จากระดับนํ้าทะเล ด้านหลังจะมองเห็น ภูหมู ภูแผงม้า ภูไม้ซาง ภูซอง ภูอัครชาด
ในยามเย็นตรงจุดนี้มีนักท่องเที่ยวนิยมมาชมพระอาทิตย่อัสดง เพื่อเก็บภาพอันน่าประทับใจและพักค้างแรมกันมาก


ภูสระดอกบัว เป็นภูเขาที่มีความสูงประมาณ 423 เมตร บนรอยต่อเขต 3 จังหวัด ที่ยอดภูสระบัวมีแอ่งหินขนาดกว้างประมาณ 2-5 เมตร อยู่ 5-6 แห่ง มีนํ้าขังตลอดปี มีบัวพันธุต่างๆ ขนาดเล็ก ขึ้นอยู่เต็มสระ เมื่อออกดอกจะดูสวยงามมาก ชาวบ้านเล่ากันว่ามีบัว ขึ้นอยู่อย่างนี้มานานแล้ว และเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จึงได้ชื่อว่า “ภูสระดอกบัว” และบริเวณเดียวกันมีถํ้าขนาดใหญ่ เคยเป็นที่อยู่ อาศัยของผู้ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์สามารถจุคนได้ถึง 100คน
ภูผาแตก หรือชื่อยุทธการสงครามว่า “เนิน 420” ที่นี่มิ จุดชมวิวที่มิองค์ประกอบทางธรรมชาติสวยงาม ทางด้านทิศเหนือ สามารมองเห็นทิวเขาของอุทยานแห่งชาติมุดาหารในระยะไกลได้
ลานหินและป่าเต็งรังแคระ พบได้ทั่วไปและมิอยู่มาก เป็นลานหินยาวและใหญ่ บางแห่งมิขนาด 20-40 ไร่ สลับกับ ปาเต็งรังแคระ บางแห่งเป็นปาเต็งรังสลับกับปาหญ้าเพ็ก มองดู สวยงามมาก และพบได้หลายแห่ง เช่น ภูผาหอม หลังภูผาด่าง หลังภูผา ภูสระดอกบัว ภูกบก ภูหัวนาค เป็นต้น
การเดินทางไปอุทยานฯ ภูสระดอกบัว ใช้ทางหลวงหมายเลข 2277 สายอำ๓อเลิงนกทา-อำ๓อดอนตาล ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 24-26ประมาณ1 กิโลเมตรจากทางหลวงแผ่นดินอยู่ห่างจากจังหวัด อำนาจเจริญประมาณ 60 กิโลเมตร ที่ทำการอุทยานแห่งชาติ ภูสระดอกบัว ตั้งอยู่ที่บริเวณอ่างเก็บนํ้าห้วยหินข้อ หมู่ที่ 3 บ้านหนองเม็ก อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร สนใจสอบถาม รายละเอียดที่กองอุทยานแห่งชาติ กรมปาไม้ โทร. 579-0529, 579-4842
ชาวอำนาจเจริญมิวิถีชีวิตอยู่บนพื้นฐานของประเพณีอันเป็น วัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวอีสานทั่วไป คือมิ ฮีตสิบสอง คองสิบสี่ หมายถึงประเพณีลิบสองเดือนที่ยึดถือปฏิบัติกันมาจนถึงปัจจุบัน คำว่า “รีต” มาจากคำว่า “จาริต” ล่วนมากมักจะเป็นงานบุญ ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาเป็นหลัก เช่น งานบุญกฐิน งานบุญบั้งไฟ งานบุญข้าวจี่ งานบุญเดือนลิบสอง (ลอยกระทง) งานบุญสรงนํ้า (สงกรานต์) เป็นต้น ส,วน “คองลิบลื่” หมายถึง ครรลองคลองธรรม หรือแบบแผนในการประพฤติ ปฏิบัติ ลิบลื่ประการ เช่น ให้ล้างเท้า ก่อนขึ้นบ้าน ตื่นแต่เช้ามาใส,บาตร ห้ามเดินเหยียบเงาพระสงฆ์ ให้กราบไหว้บิดามารดา เก็บดอกไม้ธูปเทียนบูชาพระ และหมั่นฟัง ธรรมทุกวัน เป็นต้น ล่วนด้าน1วัฒนธรรมของชาวอำนาจเจริญที่มิ ชื่อเลืยงก็คือ การทอผ้าไหม ที่มิเอกลักษณ์เป็นของตนเอง เช่น ผ้าไหมบ้านจานลาน ผ้าไหมบ้านสร้อย ที่อำเภอพนา และผ้าไหม บ้านเปีอย ผ้าไหมบ้านหัวดง และผ้าไหมบ้านนํ้าท่วม ที่กิ่งอำเภอ ลืออำนาจ เป็นต้น
นอกจากนั้นที่อำเภอชานุมานประชาชนล่วนใหญ่ลืบเชื้อสาย มาจากชาวภูไทหริอผู้ไทย ที่อพยพมาจากประเทศสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว ชาวภูไทมิความสามารถในการ ทอผ้าขีดเป็นพิเศษการให้ลืลันและลวดลายของผ้าจะเป็นเอกลักษณ์ ของภูไทโดยเฉพาะ และยังมิดนตรินาฏศิลป็พื้นบ้าน ได้แก่ หมอลำ ที่มิเนื้อหาในการล่งเสริมการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมิ พระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข นอกจากนั้นชาวอำนาจเจริญยังมิ ดำริที่จะพินฟูประเพณีลงฃ่วง ซึ่งเป็นวิถีชีวิตแบบหนึ่งของชาว จังหวัดอำนาจเจริญในสมัยเก่าให้เป็นฃนบธรรมเนียมประเพณี ประจำจังหวัด การลงฃ่วงเป็นการชุมนุมกันของหนุ่มสาว ที่ฝ่ายสาว จะมิกิจกรรมทอผ้า สาวไหม เป็นต้น ขณะเดียวกันพวกหนุ่มๆ ก็จะมา ร่วมวงสนุกโดยบรรเลงเพลงพื้นบ้านด้วยเครื่องดนตรีพื้นบ้าน อาทิ แคน พิณ ประกอบกับกิจกรรมทอผ้า และสาวไหม และที่อำ๓อชานุมาน ในเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี ทางจังหวัดจัดให้มิ ประเพณี การแข่งเรือยาว ซึ่งมิเรือจากอำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร


เรือจากอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เรือจากสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว และเรือจากอำเภอชานุมาน จังหวัด อำนาจเจริญ มาร่วมแข่งขันเพื่อเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีงานแข่งเรือ จัดขึ้นที่บริเวณท่านํ้า แม่นํ้าโขง หน้าที่ว่าการอำเภอชานุมาน ช่วงเช้าและช่วงบ่ายจะเป็นการแข่งเรือ ส่วนตอนกลางคืนบริเวณ ที่ว่าการอำเภอจะมีการออกร้านขายสินค้าและมีมหรสพสมโภชน์ ตลอดทั้งคืน


สำนักงานจังหวัดอำนาจเจริญ โทร.(045)451416 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 2 264/1 ถนนเขื่อนธานี อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000 โทร. (045) 243770 โทรสาร (045) 243771 พื้นที่ความรับผิดชอบ : อุบลราชธานีอำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร